<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

3 ข้อเสนอทางเทคนิคที่จะช่วยทำให้ Bitcoin มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

ความเป็นส่วนตัวเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันมานานระหว่างผู้ที่ต้องการให้มีความเป็นส่วนตัวและผู้ที่ต้องการจะเอาความเป็นส่วนตัวออกไป ซึ่งเห็นได้ชัดในกรณีของ bitcoin กล่าวคือบริษัทที่ดูแลเรื่องบล็อกเชนก็ทำงานอย่างใกล้ชิดกับเอเจนซี เจ้าหน้าที่ผู้กำกับดูแล และรัฐบาล แต่อีกนัยหนึ่งพวกนักคริปโตกราฟเฟอร์และนักพัฒนาก็กำลังหา protocol ที่จะช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวในการใช้งานเหรียญคริปโตตัวนี้

เคลื่อนที่อย่างช้า ๆ จะได้ไม่มีอะไรเสียหาย

การนำเทคโนโลยีในการเพิ่มความเป็นส่วนตัวมาใช้กับ altcoin นั้นง่ายมาก ซึ่งเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมามูลนิธิ Litecoin และ Beam ก็ได้เข้าร่วมในความตกลงเรื่องการสนับสนุนให้มีความเป็นส่วนตัวร่วมกันด้วย พวกเรากำลังหาวิธีการในการเพิ่มความเป็นส่วนตัวหรือสิ่งที่สามารถใช้ทดแทนได้เข้าไปใน Litecoin โดยการทำ on-chain conversion ใน Mimblewimble” ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้อาจทำให้สามารถดำเนินการ Mimblewimble LTC อย่างไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลได้

แต่ Bitcoin ไม่สามารถทำความตกลงร่วมกันได้ เพราะไม่มีคณะผู้ดำเนินงานกลางคอยเซ็นเอกสารสำคัญ ซึ่งก็หมายความว่าการอัพเกรด Bitcoin Core นั้นจะทำได้ยากขึ้น เพราะไม่มีใครยอมตกลงให้เกิดสัญญาฝ่ายเดียว  นอกจากนี้เสียงโหวตในฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเพียงเล็กน้อยจะทำให้การอัพเกรดนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งก็จะเกิดกับการอัพเกรดความเป็นส่วนตัวใน bitcoin เช่นเดียวกัน

Dandelion

เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการทำธุรกรรมผ่าน bitcoin network ธุรกรรมเหล่านี้จะถูกกระจายไปยัง node ต่าง ๆ ก่อนที่นักขุดจะทำการเก็บรวบรวมเข้าไปใน block โดยขั้นตอนของการ กระจายนี้มักจะเรียกกันว่า diffusion ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีความเป็นไปได้ที่จะมีผู้ไม่ประสงค์ดีติดตามว่าธุรกรรมนี้มาจากใคร และมีโอกาสสูงที่จะทำให้คนเหล่านั้นทราบ IP Address ของผู้ทำธุรกรรม

ดังนั้น Dandelion (แดนเดไลอ้อน) จึงเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการสุ่มเส้นทางการทำธุรกรรมไปยัง node หลาย ๆ ตัว ทำให้การติดตามหาตัวผู้ทำธุรกรรมจริง ๆ ได้ยากขึ้น

โอกาสที่จะเอามาใช้ใน Bitcoin Core จริง ๆ : สูง

ระยะเวลาโดยประมาณ: 12-18 เดือน

Mimblewimble

ในขณะที่ Dandelion ทำให้การติดตามหาตัวผู้ทำธุรกรรมนั้นยากขึ้น แต่ Dandelion เองก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวใน chain ของธุรกรรมเลย หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า บุคคลทั่วไปก็ยังคงสามารถเห็น address ของทั้งผู้ทำธุรกรรมและผู้รับธุรกรรมได้อยู่ รวมถึงจำนวนเงินในธุรกรรมนั้นอีกด้วย เพราะฉะนั้นแล้วเทคโนโลยีที่มาช่วยให้การทำธุรกรรมต่าง ๆ นั้นมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นคือ Mimblewimble (มิมเบิลวิมเบิล)

ในมุมมองทางเทคนิคและทางการเมืองจะเห็นได้ว่า Mimblewimble ไม่น่าจะเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับ Bitcoin Core และ Bitcoin Cash แบบโดยตรงได้ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะถูกล็อคเมื่อใช้ bitcoin แต่อย่างไรก็ตามยังสามารถใช้ในฐานะที่เป็น sidechain ได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ได้รับความเป็นส่วนตัวเมื่อใช้ Mimblewimble sidechain โดยไม่ต้องไปเสี่ยงกับการคุ้มครองความปลอดภัยหรือความเป็นส่วนตัวโดยรวมของ mainchain

โอกาสที่จะเอามาใช้ใน Bitcoin Core จริง ๆ : ปานกลาง (ในฐานะที่เป็น sidechain)

ระยะเวลาโดยประมาณ: มากกว่า 18 เดือน

Schnorr Signatures

Schnorr (ชะนอ) ไม่ใช่เทคโนโลยีด้านความเป็นส่วนตัว แต่มันเป็นเทคโนโลยีการ scale ที่จะรวบรวมข้อมูลธุรกรรม bitcoin ทั้งหมด ทำให้ลดปริมาณการใช้พื้นที่ในบล็อกเชน ส่วน Coinjoin จะช่วยในการสุ่มรวมธุรกรรมต่าง ๆ ทำให้ผู้เกี่ยวข้องหรือพยายามติดตามเกิดความสับสน ซึ่งจะทำงานได้ดีเมื่อใช้ควบคู่ไปกับ Schnorr นอกจากนี้ค่าธรรมเนียมในการดำเนินธุรกรรมก็ถูก ทำให้ดึงดูดผู้ใช้รายใหม่ และเกิดความเป็นส่วนตัวในบรรดาผู้ใช้มากขึ้นอีกด้วย

Schnorr มักจะมาคู่กับ Segwit ที่เป็นเทคโนโลยีการ scale ซึ่ง Bitcoin Core ใช้มาเป็นเวลามากกว่า 18 เดือนแล้ว ส่วน Bitcoin Cash ยังไม่มี Segwit แต่ก็ดูเหมือนว่าจะใช้ Schnorr Signatures

ดังที่ทาง Siamblockchain เคยรายงานไปแล้วว่า ได้มีการแนะนำประเด็นเหล่านี้แก่ BCH network แล้ว และคาดว่าจะมีการดำเนินการตอนต้นเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงของการอัพเกรดอันถัดไป และได้ย้ำถึงประโยชน์ในการ scale และเพิ่มความเป็นส่วนตัวด้วย

โอกาสที่จะเอามาใช้ใน BTC และ BCH จริง ๆ : สูง

ระยะเวลาโดยประมาณ: มากกว่า 9 เดือนสำหรับ BTC และ 3 เดือนสำหรับ BCH

ที่มา news.bitcoin

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Read previous post:

เหรียญคริปโตเคอเรนซี่แบบมีความเป็นส่วนตัวสูงที่มีคนไทยเป็นผู้ก่อตั้งและพัฒนา ZCoin ดูเหมือนว่าจะได้ที่ประกาศศักดาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง เมื่อหนักซีรีย์ชื่อดัง Greeleaf นั้นมีการกล่าวถึงเหรียญดังกล่าว

Close