<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

เทรด Bitcoin ไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ: 10 ข้อที่นักลงทุนมือใหม่ควรรู้

พวกเราทุกคนล้วนเคยได้ยินตำนานของวงการคริปโตที่สามารถเปลี่ยนชะตาคนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ เราเพลิดเพลินไปกับคารมของผู้ใช้นิรนามในทวิตเตอร์ที่บอกเล่าปาฎิหารย์การเปลี่ยนเงิน 1,000 ให้กลาย 1 ล้านดอลลาร์ภายใน 1 เดือน พวกเขากรอกเรื่องราวการเสี่ยงโชคกับ altcoins และกำไร 100 เท่าของพวกเขาเข้าหูเราทุกวัน

คนภายนอกคงคิดว่าการเล่น Bitcoin คงเป็นทางลัดสู่การเป็นเศรษฐีเมื่อพวกเขาได้ยินนิทานการไปพระจันทร์และการซื้อรถลัมโบกินี่ พวกเขาลาออกจากงานและกลายเป็น “นักเทรดคริปโตโดยอาชีพ” ก่อนที่จะได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องพื้นฐานและวิธีการบริหารความเสี่ยง ซึ่งพวกเราต่างรู้โชคชะตาของคนเหล่านั้นเป็นอย่างดี

เราควรรู้ว่าการจะเป็นนักเทรดในทุกๆ ตลาดนั้นเป็นเรื่องยาก นักเทรดกว่า 95% ไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่ล้มเหลวภายในแค่ไม่กี่เดือนหลังเริ่มต้น คนเหล่านั้นถังแตกหรือไม่ก็เสียเงินไปมากเพราะไม่ยอมลุงทนแบบปล่อยให้กำไรเติบโตขึ้นช้าๆ ความจริงของตลาดคริปโตไม่เป็นเหมือนกับที่คนส่วนใหญ่จินตนาการเลยเพราะบางทีมันอาจจะเป็นตลาดที่อันตรายที่สุดสำหรับมือใหม่ด้วยสาเหตุหลากประการ

1. คาสิโนที่เปิดทำการ 24 ชั่วโมง

ตลาดคริปโตเป็นตลาดที่เปิดทำการ 24 ชั่วโมง ทำให้นักเทรดรู้สึกว่าต้องเทรดตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วจึงส่งผลให้นักเทรดเหนื่อยล้าไปกับการติดตามราคาอีกทั้งยังทำให้นักเทรดบางคนเผชิญอาการกลัวการตกกระแสหรือ FOMO นักเทรดมือใหม่ควรต้องคำนึงว่าไม่มีใครที่จะสามารถตามราคาได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะหากไม่เช่นนั้นแล้วชีวิตส่วนตัวและการเงินของพวกเขาจะพังทลายลงเอาง่ายๆ

2. อะไรคือปัจจัยพื้นฐาน?

ตลาดคริปโตเป็นตลาดที่ไม่มีปัจจัยพื้นฐานให้นักลงทุนวิเคราะห์ไม่เหมือนกับตลาดหุ้น เมื่อนักลงทุนต้องการเทรดหุ้นพวกเขาจะสามารถตัดสินใจได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลกำไรในแต่ไตรมาส ยอดขาย แผนระยะยาวของบริษัท และปัจจัยอื่นอีกนับไม่ถ้วน และที่สำคัญที่สุดคือบริษัทที่เทรดในตลาดหุ้นโปร่งใสเพราะมีใบอนุมัติตามกฎหมาย นักเทรดจะสามารถรู้ได้จริงว่าสิ่งที่พวกเขาจะลงทุนด้วยคืออะไร

แต่ในตลาดคริปโตข้อมูลที่เกี่ยวกับทีมหรือโปรเจ็กต์ของเหรียญนั้นๆ แทบจะเป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับการตัดสินใจของนักเทรดเลย

นักเทรดต้องพึ่งการวิเคราะห์เท่านั้น ซึ่งการวิเคราะห์ทางเทคนิคมักเป็นเครื่องมือที่ยากเกินไปสำหรับนักเทรดมือใหม่

3. ทำไม Bitcoin ในบัญชีถึงน้อยลงทั้งๆ ที่เรากำลังทำกำไร

ทั้ง Bitcoin (BTC) และเหรียญทางเลือก (altcoins) ต่างมีความซับซ้อนในตัวของมันเอง เหรียญทางเลือกมักมีความเสี่ยงสูง การจะหาโอกาสงามๆ จากเหรียญเหล่านี้ต้องมีประสบการณ์พอควรและต้องใจเย็นเข้าไว้ ทั้งสองคุณสมบัตินี้เป็นสิ่งที่ขาดไปในหมู่นักเทรดมือใหม่ พวกเขามักประเมินกำไรของเหรียญที่ตนเทรดผ่านการเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) พวกเขาพลาดที่ไม่ได้คิดว่าถ้าเอาทุนของตนไปลงไว้ที่ Bitcoin พวกเขาอาจจะได้กำไรมากขึ้นไปอีก (และง่ายขึ้นด้วย) ส่วนในตลาดอื่นการเทรดโดยใช้สกุลเงินทั่วไปมีผลลัพธ์สองทางเท่านั้นคือ คุณจะได้หรือจะเสียเงินไป

4. จะตั้งจุด stop loss และ take profit order อย่างไร?

นักเทรดในตลาดอื่นได้เปรียบตลาดคริปโตตรงที่พวกเขาสามารถตั้งจุด stop loss และ take profit ได้พร้อมๆ กัน ดังนั้นแล้วการเทรดแบบนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเฝ้าระวังและบริหารอย่างใกล้ชิด แต่ตลาดที่เปิดทำการตลอดอย่างตลาดคริปโตจะไม่มีข้อมูลความกว้างของตลาดให้นักลงทุนสามารถควบคุมความเสี่ยงได้ 

นักเทรดที่พอมีประสบการณ์มักมีเรื่องเล่าติดตัวเกี่ยวกับตอนที่เขาเคยพลาดโอกาสดีๆ ขณะที่พวกเขากำลังหลับ พวกเขาตั้งจุด stop loss ไว้แล้วทำให้พวกเขาไม่สามารถตั้งขายได้ นักเทรดทุกคนไม่ควรจะต้องมานั่งเลือกระหว่างการทำกำไรหรือการบริหารความเสี่ยง

5. เราสามารถเปลี่ยน 10 ดอลลาร์เป็น 1,000 ดอลลาร์ด้วย leverage trading ?

Leverage หรือ Margin trading เป็นสิ่งที่นักลงทุนสมัครเล่นไม่ควรเฉียดตัวเข้าไปใกล้ นักเทรดที่มีประสบการณ์และผู้ที่สามารถทำกำไรมาแล้วหลายปีเท่านั้นจึงจะสามารถใช้มันได้อย่างถูกต้อง

การเทรดในตลาดคริปโตไม่มีอุปสรรคเพราะมันเป็นตลาดที่ออกแบบมาเพื่อถลุงเงินจากนักเทรดไร้ประสบการณ์เพื่อเพิ่มพูนเงินในตลาด มือใหม่มักสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างจากการเทรดแบบ leverage เพราะความไม่แน่นอนของตลาดนี้มันสูงมาก

6. รวยเร็วและง่ายจริงหรือ?

ในตลาดอื่นไม่มีใครทั้งนั้นที่จะเป็นเศรษฐีภายในระยะเวลาอันสั้น ตลาดคริปโตตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มที่อยากจะเห็นเงินเก็บขนาดเล็กกลายเป็นเงินหลังเกษียญก้อนใหญ่ซึ่งดูจะเป็นเรื่องที่ขายฝันเกินไปหน่อย คนในทวิตเตอร์โม้กันเรื่องรถลัมโบกินี่แต่ในความเป็นจริงนักเทรดมือใหม่หลายคนต้องขายรถของตัวเองเพื่อจ่ายค่าเช้าบ้าน

คนที่รวยจากตลาดคริปโตในระยะเวลาสั้นๆ นั้นส่วนใหญ่รวยกันเพราะโชค นอกจากนั้นรวยผ่านกระดาษกับรวยในชีวิตจริงนั้นเป็นคนละเรื่องกัน นักเทรดคริปโตที่กลายเป็นคนรวยมักฝันสลายเพราะไม่สามารถขายคริปโตของตนได้ทันเวลา พวกเขาต้องนั่งมองความรวยของพวกเขาปลิวหายตัวไปกับสายลม

7. ตลาดคริปโตไม่ใช่เซฟโซน

ผู้ที่ขาดประสบการณ์มักถังแตกเพราะลงทุนกับคริปโต (ตลาดหุ่นมีความเสี่ยงน้อยกว่ามาก) ตลาดคริปโตมีเดิมพันสูง เงินที่นักลงทุนเอามาลงทุนกับคริปโตควรเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของเงินเก็บของเขาเท่านั้น

8. “ผมได้รับคำแนะนำการเทรดมาจากการ์ตูนหรืออินเตอร์เน็ต”

ถึงแม้ว่าจะมีนักเทรดที่ประสบความสำเร็จและมากประสบการณืในโซเชียลมีเดีย นักลงทุนสมัครเล่นส่วนใหญ่เรียนรู้จากคนอื่นที่ก็เป็นมือสมัครเล่นเหมือนๆ กัน การรับฟังคำแนะนำจากคนแปลกหน้าในอินเตอร์เน็ตเกิดขึ้นเป็นปกติในตลาดคริปโต

ไม่มีทางไหนที่จะเผาเงินทุนของเราทิ้งไปได้ดีเท่าการฟังคำแนะนำจากอวาตาร์ตามอินเตอร์เน็ต พวกในอินเตอร์เน็ตอาจจะต้องการแค่หลอกเราเพื่อสร้างประโยชน์ให่แก่ตัวเอง เราไม่ควรตัดสินใจโดยอิงจากคำแนะนำของคนที่ไม่ต้องมารับผิดชอบผลการตัดสินใจของเรา

9. นักเทรดอย่าถัวเฉลี่ยตอนขาลง!

ข้อผิดพลาดรุนแรงของนักเทรดหลายคนคือการซื้อคริปโตเพื่อถัวเฉลี่ยตอนขาลง (Averaging Down) พวกเขาใช้ตรรกะว่าของถูกขึ้นก็ควรซื้อมากขึ้น ตรรกะเช่นนี้ควรจะใช้ในหลักการลงทุนไม่ใช่การเทรด

นักเทรดควรรู้จักหยุดตัวเองเมื่อถึงระดับหนึ่ง การที่ราคาดิ่งลงเกินไปควรจะทำให้เราหยุดการเทรดและขายแบบ stop loss นักเทรดมือใหม่ส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องนี้ทำให้พวกเขาถลำตัวลึกเกินไป

10.การบริหารความเสี่ยงคือทุกสิ่งทุกอย่าง

การบริหารความเสี่ยงเป็นเรื่องแสนน่าเบื่อ แต่มันบังเอิญเป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุนให้เกิดกำไร การทำความเข้าใจว่าการเทรดแต่ละครั้งมีความเสี่ยงแค่ไหนและการบริหารเงินทุนมีความสำคัญกว่าการคาดการณ์จุดซื้อและจุดขาย การเรียนรู้ความสามารถนี้ต้องใช้เวลาซึ่งนักลงทุนใหม่ส่วนใหญ่หมดตัวก่อนที่พวกเขาจะสามารถเข้าใจคำว่า “ความเสี่ยง” ได้

คนส่วนใหญ่จะประสบโชคชะตาที่สดใสถ้าพวกเขาลงทุนอย่างใจเย็น ค่อยๆ ลงเงินทุนไปกับตลาดคริปโตทีละนิด โดยเฉพาะ Bitcoin  อย่าถูกหลอกโดยอวาตาร์ตาม Twitter และแน่นอนจริงๆ แล้วการลงทุนคริปโตมันไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ

ที่มา cointelegraph