<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

สรุปมหากาพย์เรื่องอื้อฉาวการฉ้อโกงของ Wirecard ที่ทำให้บริษัทบัตรเดบิต Bitcoin ต้องเป็นอัมพาต

Wirecard บริษัทที่เคยเป็นผู้ให้บริการด้านการเงินที่ยิ่งใหญ่ แต่มาในตอนนี้พวกเขากลับต้องยื่นขอล้มละลายเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากที่ยอมรับว่าตัวเลขเงินในบัญชีจำนวน 1.9 พันล้านยูโรที่หายไปนั้นดูเหมือนว่าจะ “ไม่เคยมีอยู่จริง” และนอกจากนี้อดีต CEO ของบริษัทนาย Markus Braun ยังถูกจับกุมในข้อหาฉ้อโกงและการปลอมแปลงบัญชีอีกด้วย

มหากาพย์ของเรื่องราวอันอื้อฉาวของ Wirecard นี้ดูเหมือนว่าจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยรัฐบาลในหลายๆประเทศต่างก็เริ่มที่จะเข้ามาสืบสวนสอบสวนกิจกรรมที่ผิดกฎหมายของพวกเขา เพื่อค้นหาต้นตอและสาเหตุที่ว่าทำไมบริษัทยักษ์ใหญ่ดังกล่าวถึงสามารถหลบเลี่ยงความผิดของพวกเขาได้มาเป็นเวลานานขนาดนี้

จากบริษัทที่มีมูลค่าสูงถึง 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ และเป็นบริษัทที่หลายๆคนคาดว่าจะมาเป็นผู้นำพาโลกเราสู่สังคมไร้เงินสดในอนาคต กลายมาเป็นบริษัทที่ถูกตีตราว่าเป็นพวกฉ้อโกงได้ในชั่วข้ามคืน เกิดอะไรขึ้นกับ Wirecard ทางสยามบล็อกเชนจะเล่าให้ฟัง

บริษัท Wirecard

บริษัทดังกล่าวถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1999 โดยให้บริการทางด้านการประมวลผลธุรกรรมแก่บริษัทอื่นๆ หากคุณต้องการที่จะรับการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตนั้น Wirecard สามารถที่จะช่วยคุณได้ นอกจากนี้พวกเขายังเป็นผู้ให้บริการในการออกบัตรเดบิตและเครดิตอีกด้วย

ในทางทฤษฎีนั้นทาง Wirecard สร้างรายได้จะค่าคอมมิชชั่นเมื่อร้านค้าที่ใช้บริการของพวกเขาสามารถขายสินค้าให้กับลูกค้าได้ และรวมถึงจากขายบริการอื่นๆอย่างเช่นระบบการวิเคราะห์ธุรกรรมให้กับลูกค้าองค์กร โดยลูกค้าสามารถที่จะนำเอาข้อมูลเหล่านั้นไปใช้เพิ่มยอดขายและติดตามเทรนได้

Wirecard มีลูกค้าประมาณ 300,000 รายทั่วโลก ซึ่งรวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเช่น Wechat, Apple และ Google อีกด้วย ทว่านั่นไม่ใช่จุดเริ่มต้นความสำเร็จของพวกเขา แต่มันเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นตอนที่พวกเขาเริ่มผูกขาดการให้บริการด้านการประมวลผลธุรกรรมแก่เว็บไซต์ด้านการพนันออนไลน์และเว็บโป๊

นอกจากนี้ทางบริษัทยังเอาตัวรอดจากวิกฤตดอทคอมได้เมื่อช่วงต้นปี 2000 อีกด้วย โดยหลังจากนั้นตลาดการซื้อสินค้าออนไลน์ก็เริ่มที่จะบูมมากขึ้น ส่งผลทำให้ Wirecard โตตาม และสามารถที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์แฟรงก์เฟิร์ตได้ในปี 2005 ก่อนที่จะเอาชนะธนาคาร Commerzbank ได้ในแง่ของมูลค่าตลาดและกลายมาเป็นหุ้นบลูชิพบนดัชนี DAX ได้ จนกระทั่งล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมามูลค่าตลาดของ Wirecard พุ่งแตะ 1.7 หมื่นล้านยูโร

แต่ทว่าในตอนนี้มูลค่าของมันเหลืออยู่เพียงแค่ประมาณ 350 ล้านยูโรเท่านั้น

จุดเริ่มต้นของเรื่องอื้อฉาว

ทุกอย่างดูเหมือนจะสวยหรูสำหรับบริษัทชั้นนำดังกล่าว แต่เมื่อตอนช่วงต้นปี 2019 ที่ผ่านมาเมื่อทางทีมเก็บข้อมูลของบริษัท Financial Times เริ่มที่จะค้นพบความผิดปกติในรายงานบัญชีของบริษัท Wirecard โดยเฉพาะในสาขาเอเชีย

เมื่อรายงานดังกล่าวถูกแพร่สะพัดออกไป ทาง Wirecard ก็ออกมาพูดว่านี่เป็นการกล่าวหากัน ที่น่าสนใจก็คือนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น แต่หากย้อนไปเมื่อประมาณช่วงปี 2008, 2015 และ 2016  ในแต่ละครั้งทางบริษัท Wirecard ก็มักจะออกมากล่าวตอบโต้ในลักษณะเดียวกัน โดยชี้ว่านั่นเป็นความพยายามในการกล่าวหาบริษัทของคู่แข่งเพื่อที่จะทำให้ราคาหุ้นตก ส่งผลทำให้ทางหน่วยงานรัฐบาลในประเทศอย่าง BaFin ต้องออกมาทำการสืบสวนและสอบสวน แต่ทุกๆครั้งผลมักจะออกมาในรูปแบบที่ Wirecard เป็นผู้ชนะ

และในครั้งล่าสุดนี้เองการออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาของ FT นั้นก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมมากนัก จนทำให้ทางหน่วยงานรัฐบาลต้องเริ่มทำการสืบสวนและสอบสวนความเกี่ยวข้องกันระหว่างผู้ที่กล่าวหา และนักเทรดที่ทำการเปิด short หุ้นของ Wirecard 

แต่ดูเหมือนว่าบุญที่สั่งสมมาของพวกเขาจะหมดลงแล้วในครั้งนี้ เมื่อทาง Wirecard ไม่สามารถที่จะปกปิดความผิดของพวกเขาได้อีกต่อไป จุดเริ่มต้นนั้นมาจากการที่บริษัทด้านกฎหมายจากสิงคโปร์ที่ชื่อว่า Rajah & Tann เริ่มทำการตรวจสอบบัญชีของบริษัท Wirecard และต้องค้นพบหลักฐานที่ทำให้หลายๆคนต้องช็อค

หนึ่งในนั้นก็คือพยานสำคัญของบริษัท Wirecard สาขาเอเชียแปซิฟิกที่ออกมาปากโป้งเกี่ยวกับความพยายามของกลุ่มผู้บริหารฝ่ายบัญชีและการเงินในการปลอมแปลงหนังสือและเอกสารในเดือนมกราคมปี 2018 เพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งใบอนุญาตจากผู้ออกกฎหมายในฮ่องกง โดยใบอนุญาตดังกล่าวจะทำให้ทางบริษัทสามารถออกบัตรเดบิตแก่ลูกค้าในประเทศจีนได้

แผนการของพวกเขานั้นมีการนำเอาเทคนิคที่ผิดกฎหมายอย่างเช่นการทำ “ราวนด์ ทริปปิง” หรือการส่งเงินจากธนาคารในเยอรมันที่มี Wirecard เป็นเจ้าของไปยังลูกค้าในนามในฮ่องกง ที่บริษัท Wirecard เป็นเจ้าของอีกด้วยเช่นกัน โดยเม็ดเงินดังกล่าวจะถูกนำไปรายงานบน balance sheet พักหนึ่ง ก่อนที่เงินจะถูกส่งไปยังบริษัท Wirecard สาขาอินเดีย เพื่อตบตานัก audit ในประเทศอินเดียว่านี่คือรายได้ที่ถูกกฎหมายของทางบริษัท

โดยพยานคนดังกล่าวนั้นพยายามที่จะพูดคุยกับแผนกกฎหมายในบริษัท Wirecard เกี่ยวกับเรื่องราวที่ผิดกฎหมายนี้แต่เขาก็ถูกบอกให้ปิดปากเงียบ นอกจากนี้ยังมีพยานอีกหนึ่งคนจาก Office ในเอเชียแปซิฟิกแต่อยู่คนละแผนกได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับสัญญาที่ถูกส่งมาจากทีมบัญชีอีกด้วย

โดยเอกสารดังกล่าวเป็นสัญญาที่ถูกทำขึ้นกับบริษัทด้านปั๊มไฮโดรลิค Flexi Flex ที่ถูกเซ็นยอมรับโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากนักกฎหมาย, ทีมนักขาย หรือทีมไอทีของทาง Wirecard เลย แต่ก็ออกมาอ้างว่าทางบริษัท Wirecard สามารถที่จะทำเงินได้หลายร้านดอลลาร์จาก Flexi Flex จนกระทั่งในตอนหลังก็มีการออกมายืนยันว่าทาง Wirecard นั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์ในเชิงธุรกิจใดๆกับบริษัท Flexi Flex เลย แต่ทางพนักงานในบริษัทเพียงแค่ก็อปโลโก้ของ Flexi Flex มาจากบนอินเทอร์เน็ต เพื่อมาแปะบนเอกสารสัญญาที่พวกเขาปลอมแปลงขึ้นมาเอง

จุดล่มสลาย

ทางบริษัท Rajah & Tann ได้ทำการเผยแพร่รายงานแบบละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่ทาง Wirecard เข้าไปพัวพัน ซึ่งประกอบไปด้วย “การปลอมแปลงเอกสารในด้านบัญชี รวมไปถึงการฉ้อโกง, การทำลายข้อตกลง, การคอรัปชั่น และการฟอกเงิน” เมื่อระเบิดเวลาหนังหมดเวลาลง ทุกสิ่งทุกอย่างก็ถาโถมเข้าไปที่พวกเขา ส่งผลทำให้ทางตำรวจสิงคโปร์บุกเข้าตรวจสอบบริษัท Wirecard สาขาสิงคโปร์ในทันที แต่ดูเหมือนว่าทางบริษัทจะยังคงอยากสู้ต่อ โดยหลังจากนั้นพวกเขาได้ทำการยื่นฟ้องรัฐบาลสิงคโปร์และ FT พร้อมทำการจ้างนักสืบส่วนตัวเพื่อเพื่อให้มาจับตาดูการเทขายหุ้นของพวกเขา รวมถึงการออกข่าวของสื่ออีกด้วย

ทางบริษัท Wirecard ใช้เวลาทั้งหมดในปี 2019  ในการทำให้ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และยังคงรันธุรกิจต่อไปเรื่อยๆ พวกเขายังถึงขั้นออกพันธบัตรมูลค่า 500 ล้านยูโรที่ถูกประทับตราว่าเป็น investment grade จากบริษัทเครดิตเรทติง Moody’s อีกด้วย 

จนทุกอย่างเริ่มที่จะมาถึงจุดไคลแม็กซ์ก็ตอนที่มีการทำการรั่วไหลเอกสารที่รายงานเกี่ยวกับผลกำไรของ Wirecard ในดูไบและ Dublin ว่าเป็นของปลอมออกมา, รวมถึงลิสท์รายชื่อของลูกค้าที่ถูกส่งไปให้กับบริษัทออดิท EY นั้นเป็นรายชื่อที่ไม่มีอยู่จริง ภายหลังทาง Wirecard ออกมากล่าวตอบโต้เอกสารเหล่านี้ว่าเป็นของปลอม และให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทุกข้อ แต่กระนั้นแรงกดดันจากนักลงทุนของบริษัทที่เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆส่งผลทำให้ทาง Wirecard ต้องทำการแต่งตั้งบริษัท KPMG ขึ้นมาเพื่อทำการตรวจสอบ audit แบบพิเศษ และอ้างว่าพวกเขาจะช่วยเคลียร์ทั้งหมดให้

ทางบริษัท KPMG ได้สรุปผลการรายงานในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยเผยว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะตรวจสอบการจัดการเกี่ยวกับ “lion’s share” ที่เกี่ยวข้องกับผลกำไรของทาง Wirecard ได้ตั้งแต่ปี 2016 – 2018  ว่าเป็นของแท้หรือไม่ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงอุปสรรคในการทำงานเพื่อตรวจสอบของพวกเขาอีกด้วย นอกจากนี้ยังไม่สามารถที่จะทำการตรวจสอบยอดเงินสดจำนวน 1000 ล้านยูโรได้เพราะบริษัทที่คอยส่งหลักฐานเกี่ยวกับการ audit ของ Wirecard ได้ทำการตัดสัมพันธ์กับทางบริษัททันทีที่เริ่มมีการตรวจสอบของ KPMG ขึ้น โดยภายหลังจาก 2 เดือนให้หลังทางตำรวจเยอรมันต่อได้ทำการบุกเข้าตรวจค้นบริษัท Wirecard สาขามิวนิคตามคำสั่งของอัยการที่ให้มีการเปิดการสืบสวนและสอบสวนการก่ออาชญากรรมของ CEO  รวมถึงสมาชิกในบอร์ดผู้บริหารอีก 3 คนด้วย

มหากาพย์เรื่องอื้อฉาวที่ไม่มีใครเทียบได้

การล่มสลายของ Wirecard ส่งผลทำให้คณะกรรมการด้านการเงินของยุโรปหรือ European Securities and Markets Authority ทำการเข้าสืบสวนสอบสวนหน่วยงาน BaFin ว่าพวกเขาทำผิดกฎหมายของ EU หรือไม่ โดยจะมีการรายงานผลการสืบสวนก่อนวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ ซึ่งนี่ถือเป็นการตรวจสอบกันเองภายในของหน่วยงานรัฐบาล

ภายหลังจากที่ ESMA ทำการรายงานผลการตรวจสอบแล้ว ก็จะมีการตัดสินใจกันต่อไปว่าจะมีการดำเนินคดีทางกฎหมายต่อ BaFin หรือไม่ โดยหลักๆนั้นอาจจะเข้าข่ายมีความผิดในแง่ที่ไม่สามารถทำงานเพื่อป้องกันให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นได้ดีพอ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจเยอรมันนาย Peter Altmaier ยังได้มีการเรียกร้องให้มีการเปิดการสืบสวนสอบสวนต่อพนักงานใน BaFin อีกด้วย นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง Olaf Scholz กล่าวว่านี่เป็น “เรื่องอื้อฉาวที่ไม่มีใครเทียบได้”

ไม่ว่าผลการสืบสวนจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ที่เรารู้กันในตอนนี้ก็คือว่าเจ้าหนี้ของ Wirecard ยังถูกค้างเงินอยู่ที่ประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์ รวมถึงช่องโหว่ด้านกฎหมายด้านการเงินในยุโรปก็ได้ถูกเปิดโปงออกมาแล้ว คำถามที่ในตอนนี้ยังไม่มีใครตอบได้ก็คือมีบริษัทที่เกี่ยวข้องและรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำผิดกฎหมายดังกล่าวทั้งหมดกี่บริษัท 

ที่มา: sputniknews

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ