<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

A Day In A Life EP 3: คุณหนึ่งเสื่อผืนหมอนใบไป ‘เมกากลับมาเป็นเจ้าของเหรียญ Crypto มูลค่าหลายพันล้านบาท

A day in a life ep. 3 วันนี้จะมาเปิดเผยเรื่องราวของเจ้าของเหรียญชื่อดังและผู้ก่อตั้งเว็บเทรด Satang Pro คุณปรมินทร์ อินโสม (หนึ่ง) ที่จะมาเปิดเผยแง่มุมต่าง ๆ ที่หลายคนอาจจะไม่รู้เกี่ยวกับเขามาก่อน 

เสื่อผืนหมอนใบไป ’เมกา

คุณหนึ่งจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ด้านการแฮ็กระบบ เริ่มแรกทำงานที่ True ดูแลระบบ (System Engineer) พร้อม ๆ กับการเรียนภาษาในช่วงนั้นแรก ๆ ก็สนุก แต่ทำไปสักพักเริ่มมีความเครียดสูง ค้นพบว่ายังไม่ตอบโจทย์ชีวิต

ต่อมามองหางานใหม่เป็น Software Developer ในทีม Testing ของ Microsoft และทำงานไปสักพักก็ได้สมัครเรียนต่อปริญญาโทด้านการ Hacking โดยเฉพาะ ดูเหมือนว่าคุณหนึ่งจะชอบด้านนี้เป็นพิเศษ 

“พอทำงาน Microsoft ไปได้ซักพักก็สมัครเรียนต่อ ป.โท อยากรู้เรื่องการ Hack ชาวบ้านเขา” เขาพูดด้วยน้ำเสียงขำขัน

ต่อมาเขาได้เรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ ที่สหรัฐอเมริกา ในช่วงนี้เป็นชีวิตที่ค่อนข้างจะลำบากสำหรับเขาเพราะต้องหาเงินไปด้วยเรียนไปด้วย แต่มันก็เป็นช่วงที่ทำให้เขาค้นพบเส้นทางเข้าสู่โลก Blockchain และ Cryptocurrency 

ก่อนจะไปเรียนต่อต่างประเทศได้ต้องรอเวลาประมาณ 1 ปี เขาจึงได้ไปมาเลเซียหางานทำที่นั่นเพื่อฝึกภาษาอังกฤษ พอครบระยะเวลาก็ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ สาขา Information Security

เริ่มรู้จักอุตสาหกรรมคริปโต

สำหรับคุณหนึ่งความขัดสนนำไปสู่การเป็นมหาเศรษฐีในวันนี้เพราะในช่วงที่เขาไปเรียนต่อก็ต้องใช้ชีวิตอย่างประหยัด และต้องใช้เงินตัวเองในการเรียน ในปี 2013 เป็นปีที่ Bitcoin บูม เริ่มศึกษาว่า Bitcoin แฮ็กได้หรือไม่ ลองขุด Bitcoin แต่ต้นทุนสูง ลองคำนวณแล้วไม่คุ้มทำให้เขามองหาการขุดเหรียญคริปโตอื่น

ในช่วงนี้คุณหนึ่งเริ่มเขียนบอทเน็ตให้ขุดคริปโต แต่ระบบ Pool ยังไม่เสถียร ก็เลยอยากสร้าง Pool ของตัวเอง แต่ภาระหน้าที่ยังคงมีทั้งสองอย่างคือต้องเรียนและหาเงินไปด้วย มีโปรเจคจบที่ต้องรับผิดชอบ ตรงนี้เป็นจุดที่เขาเริ่มศึกษาความรู้เรื่อง zero-knowledge proof นำไปสู่การสร้างเหรียญ​ Zcoin ในปัจจุบัน

เริ่มแรกคุณหนึ่งทำการ Fork เหรียญ Litecoin มาสร้าง https://vertcoin.org/ เป็นระบบการขุดที่ต้าน ASICs (ASICs-resistance) เพื่อคงความเป็น Decentralized เขาได้สร้าง Pool สำหรับการขุดเหรียญ Vertcoin และตอนนี้ก็มีรายได้เข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 

ชีวิตเขาในช่วงนี้มีรายได้เข้ามาแต่ก็ยังคงต้องบริหารเวลาในเรื่องเรียนอยู่เพราะมีโปรเจคจบต้องรับผิดชอบ ช่วงนี้เป็นช่วงที่เขาต้อง Multi-tasking มาก ๆ โชคดีที่เขารู้จัก Blockchain จากสิ่งที่เขาทำ จึงได้รู้จัก zero-knowledge proof protocal และนำมันมาใช้กับ vertcoin แล้วเอาตัวนี้มาทำเป็นโปรเจคจบของเขา

และนี่คือจุดเริ่มต้นการสร้างเหรียญ Zcoin

หลังจากที่เขาได้ศึกษาเกี่ยวกับโปรโตคอล zero-knowledge proof และอยากที่จะนำมันมาใช้กับ vertcoin แต่ผลปรากฏว่าชุมชน vertcoin ยังไม่ยอมรับ เขาเลยได้ตั้งเหรียญใหม่ “Zcoin” ชื่อมีที่มาจาก zero coin

ช่วงที่เขากำลังจะสร้าง Zcoin ก็ได้ติดต่อนักลงทุนไปมากมายรวมถึง Roger Ver ด้วยและได้เงินลงทุนมา เขาได้ไปพบเจอกับเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งเข้าร่วมทำโปรเจคเหรียญ Zcoin ด้วยกัน เขาก็ได้มอบหมายให้เพื่อนคนนี้เข้าหานักลงทุน  แต่ก็มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ ทำให้เขาทำการ Fork เหรียญออกมาอีกรอบ ตัด Founder Address ของชายผู้นี้ไป และได้นักลงทุนจีนติดต่อมา ให้เงินทุนมา 70 BTC ลงทุนในโปรเจค Zcoin

 คุณหนึ่งนำ Zcoin เป็นโปรเจคจบและก็ได้ดำเนินโปรเจคมาแต่นั้น

ในระหว่างการสัมภาษณ์เขาได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหรียญ Zcoin ด้วยว่าได้แก้ปัญหาช่องโหว่ที่อาจทำให้ระบบถูกแฮ็กถ้ายังคงใช้ระบบ Trusted set up phase อยู่

ต่อมาเขาตัดสินใจให้เหรียญ Zcoin ไม่ใช่ Trusted setup phase แล้วและในช่วงนั้นเขาเลือกใช้วิธีการ RSA Factoring Challenge แทน แต่พบว่ามันยังไม่ดีพอ

ต่อมาเขาก็ได้พัฒนาระบบลบ Trusted setup phase ออกไปทั้งหมดแล้วใช้ Sigma Protocal แทน

ปัจจุบันมีโปรโตคอลอีกตัวชื่อ Lelantus ซึ่งจะปิดจำนวนการทำธุรกรรมและไม่ต้องใช้ Trusted setup phase เขาได้นำมันมาใช้กับ Zcoin และอยู่ระหว่างให้ผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบช่องโหว่ของ paper 

เคยทำงานที่กองทัพไทย

หลังจากทำ Zcoin ไปได้สักพัก เขาก็กลับมาที่ไทยไปสมัครทำงานกับกองทัพไทย เขากลับมาที่ไทยในปี 2015 เขาสมัครจึงสมัครสอบเข้าไปทำงานที่กองสงครามไซเบอร์ แต่ค้นพบว่างานราชการเป็นงานเอกสารส่วนใหญ่ ไม่ใช่งาน Cyberwarfare ที่เขาวาดฝันเอาไว้ว่าจะได้ไปเจาะระบบของที่อื่น ๆ และรักษาระบบของกองทัพไทย ทำให้เขาตัดสินใจ ลาออกหลังทำงานไปได้ 1 ปี 3 เดือน

ก่อตั้งเว็บเทรด Bitcoin “ Satang Pro

หลังจากที่เขาลาออกจากกองทัพไทย เขาก็ได้ตัดสินใจทำธุรกิจด้านคริปโตเต็มตัว โดยเริ่มต้นจากต้องการที่จะผลักดันให้มีการใช้งาน Zcoin มากขึ้น ตอนนั้นก็ได้สร้าง Satang ซึ่งเป็นวอลเล็ท ดึงคอนเซ็ปมาจาก venmo ยังไม่ใช่เว็บเทรดแบบทุกวันนี้

ตอนทำสตางค์ก็ใช้เงินทุนมาซื้อชื่อโดเมน satang.com แล้วขยายมาทำ Exchange ชื่อ Tdax แข่ง Bx จากนั้นได้ติดต่อไปยัง Jmart และทำ ICO ให้ Jmart เป็นช่วงที่เขาเข้าหารัฐบาลเพื่อปล่อยเหรียญ JFIN Coin ออกมา ช่วย Jmart ระดมทุน 600 ล้าน พอระดมทุนเสร็จสิ้นทางธนาคารต่าง ๆ ก็รุมติดต่อมาหาเขาเพราะช่วงนั้นยังไม่ได้ Approve การทำ ICO อย่างเต็มที่ ทำให้เขาต้องปิดบัญชีเพื่อไม่ให้เงินถูกอายัด 

แล้วมันกลายมาเป็น Satang Pro ได้อย่างไร? เขาได้เล่าถึงการ rebrand ช่วงที่กฎหมายออกมาใหม่ให้การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจะต้องมีการขอใบอนุญาต เขาจึงได้ทำการรีแบรนด์ Satang และ Tdax กลายเป็น “Satang Pro” และ “Satang App” ในปัจจุบัน

ช่วงที่ Bx ปิดตัวลงเขาเผยว่าตอนนั้นมีคนแห่มาสมัคร Satang Pro จำนวนมากและต้องมีการตรวจสอบ KYC อย่างหนักหน่วง ตัวเขาเองก็ต้องลงมาช่วย จึงทำให้เขาคิดหาวิธีการเพื่อให้ระบบ approve KYC เป็นไปอัตโนมัติ ระบบของ Satang Pro จึงได้พัฒนาขึ้นเนื่องมาจากปัญหาที่พบเจอต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ก็เน้นไปที่การโฟกัส Zcoin มากขึ้น

ชีวิตประจำวันของคุณหนึ่ง

หลังจากสัมภาษณ์อาชีพการงาน ประสบการณ์ที่เคยผ่าน ๆ มาในชีวิตของเขา มุมการใช้ชีวิตของคุณหนึ่งก็มีเหมือนกัน ทุก ๆ เช้าเขาจะตื่นประมาณ 9-10 ซื้อครัวซองและกาแฟแล้วเข้ามาทำงานจนถึง 19.00 น.แล้วไปรับประทานมื้อเย็นเป็นมื้อหนัก บางครั้งก็ไปชิว ๆ ดื่มแอลกอฮอล์ ไวน์เพื่อให้หลับ เวลานอนของคุณหนึ่งก็จะเป็นช่วงประมาณตีสองถึงตีสาม 

มุมรีแล็กซ์ของเขาก็มีเช่นกัน โดยวิธีการคลายเครียดของเขาก็คือการเล่นเกม มีเกมที่ชอบคือ dota 2 เล่นไปเรื่อย ๆ พอเบื่อก็อ่านหนังสือ อ่านบทความ ติดตามข่าวแล้วค่อยเข้านอน ไลฟ์สไตล์ของคุณหนึ่ง คือเขามองว่าตัวเขาเป็นคนที่ต้องเรียนรู้เรื่อย ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหาร 

“ในเรื่องที่เป็น Technical (เทคนิค) เรารู้ว่าเราไม่รู้เรื่องอะไร แต่ในเรื่องของการบริหารเราไม่รู้ว่าเราไม่รู้เรื่องอะไร” นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องหาความรู้ด้านนี้ตลอดเวลา

ดูแล้วก็เป็นวิถีชีวิตที่ไม่ตึงเกินไปสำหรับเจ้าของ Exchange และ Zcoin แต่ก็ไม่ได้ง่าย ๆ เลยกว่าจะมาถึงเส้นทางนี้ สุดท้ายเขาให้แง่คิดเอาไว้ว่า

“ทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองชอบ ศึกษาเลยแล้วตั้งเป้าสูง ๆ ไปเลย แล้วต้องรับผิดชอบในเป้าหมาย ถ้ารับผิดชอบแล้วอย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่ทำ ไม่ต้องไปเสียใจทีหลัง”

“ทำอะไรที่คุณชอบ แล้วทำให้ตัวเองไปเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ของ Field นั้นให้ได้ มองไปถึงระดับโลก ไม่ต้องแค่ในไทย” เขากล่าวทิ้งท้าย

สำหรับคุณหนึ่งมองว่าสิ่งที่สำคัญกว่าการก้าวไปถึงเป้าหมายคือระยะทางระหว่างเดินไป เพราะฉะนั้นแม้ว่าเดินไปแล้วเจอทางสะดุดไปไม่ถึงฝั่งฝัน อย่างน้อยเราก็ได้ก้าวไปแล้ว ถือเป็นข้อคิดดี ๆ สำหรับผู้ที่กำลังไล่ตามความฝันตัวเอง

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ