bitkub-banner

คริปโตถูกขโมยไปแล้วกว่า $1,200 ล้าน จาก 276 เหตุการณ์ในปี ปี 2026 Coldcard คิดเป็นสัดส่วน 10% จากทั้งหมด

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ปี 2026 เกิดเหตุโจมตีและขโมยคริปโตแล้ว 276 เหตุการณ์ คิดเป็นความเสียหายรวมราว $1,200 ล้าน
  • เหตุการณ์แฮ็ก Coldcard กลายเป็นหนึ่งในเหตุโจมตีที่สร้างความเสียหายสูงที่สุด หลัง Bitcoin ถูกขโมยเกือบ $89 ล้าน ภายในเวลาไม่กี่วัน หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของความเสียหายทั้งหมด
  • เหตุการณ์ดังกล่าวกำลังตั้งคำถามครั้งใหญ่ต่อแนวคิด ในการเก็บเหรียญไว้เก็บตัว หลังช่องโหว่จากเฟิร์มแวร์ทำให้ Seed Phrase ของ wallet บางรุ่นสามารถถูกคาดเดาได้ง่าย

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา : Bearish

แม้การโจมตีไม่ได้เกิดจากช่องโหว่ของเครือข่าย Bitcoin โดยตรง แต่การที่ผู้ใช้งานสามารถสูญเสีย BTC แม้จะเก็บไว้ใน Hardware Wallet อาจกระทบความเชื่อมั่นระยะสั้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสินทรัพย์ด้วยตนเองอย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคาของ BTC โดยตรงอาจจะไม่ได้เกิดขึ้น เนื่องจากปัญหาอยู่ที่อุปกรณ์และซอฟต์แวร์ wallet ไม่ใช่ตัวโปรโตคอล Bitcoin

ปี 2026 คริปโตถูกโจมตีแล้ว 276 ครั้ง

ตลาดคริปโตในปี 2026 ยังคงเผชิญกับปัญหาด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลที่ Cointelegraph เผยแพร่ล่าสุดระบุว่ามีเหตุการณ์โจมตีรวม 276 ครั้ง และสร้างความเสียหายประมาณ $1,200 ล้าน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าแม้อุตสาหกรรมจะมีระบบรักษาความปลอดภัยที่พัฒนาขึ้นมาก แต่เงินทุนที่ไหลเข้าสู่ตลาดจำนวนมหาศาลก็ยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญของแฮ็กเกอร์

ก่อนหน้านี้ CertiK รายงานว่าในช่วงต้นปี 2026 ความเสียหายจากการแฮ็กเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียวมีคริปโตถูกขโมยกว่า 370 ล้านดอลลาร์จาก 40 เหตุการณ์ ขณะที่ในเดือนเมษายน ความเสียหายพุ่งขึ้นจากเหตุโจมตีขนาดใหญ่หลายครั้ง รวมทั้งที่เกิดกับ Kelp DAO และ Drift Protocol

Coldcard สะเทือนวงการดูแลสินทรัพย์ด้วยตนเอง

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือการโจมตี Coldcard Hardware Wallet ซึ่งทำให้ Bitcoin ถูกขโมยไปเกือบ 89 ล้านดอลลาร์ จาก wallet มากกว่า 1,000 ใบ

การโจมตีไม่ได้อาศัยการขโมยอุปกรณ์หรือการติดตั้ง Malware บนคอมพิวเตอร์ของเหยื่อ แต่เกี่ยวข้องกับช่องโหว่ในการสร้าง Seed Phrase ของเฟิร์มแวร์ Coldcard บางเวอร์ชัน ซึ่งทำให้ Seed ที่ควรจะเป็นตัวเลขสุ่มสามารถถูกคาดเดาได้

รายงานระบุว่าการโจมตีระลอกแรกสามารถขโมย Bitcoin มูลค่าประมาณ 70 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 41 นาที ก่อนที่ความเสียหายจะเพิ่มขึ้นจากการโจมตีระลอกต่อมา

เหตุการณ์นี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะ Coldcard ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นอุปกรณ์สำหรับเก็บ Bitcoin แบบ Offline และเป็นหนึ่งใน Hardware Wallet ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้ Bitcoin ที่ให้ความสำคัญกับการถือ Private Key ด้วยตัวเอง

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Bitcoin แต่อยู่ที่ “จุดอ่อนรอบ Bitcoin”

สิ่งที่น่ากังวลจากเหตุการณ์นี้คือ Hardware Wallet ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในวิธีเก็บ Bitcoin ที่ปลอดภัยที่สุด ก็ยังสามารถมีช่องโหว่ได้

ข้อมูลจาก Coldcard ระบุว่าอุปกรณ์ได้ใช้ Secure Elements และเฟิร์มแวร์แบบเปิดเผยซอร์สโค้ด เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์

แต่เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Open Source ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มี Bug และ Hardware Wallet ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยง

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า Bitcoin ถูกแฮ็กหรือไม่ เพราะบล็อกเชนและฉันทามติของ Bitcoin ไม่ได้ถูกเจาะ แต่เป็นเรื่องของ ครงสร้างพื้นฐานรอบ ๆ Bitcoin ตั้งแต่ Hardware Wallet, Software Wallet, เว็บเทรดตลอดไปจนถึงการบริหารจัดการ Private Key


การที่คริปโตถูกขโมยไปแล้วราว $1,200 ล้านจาก 276 เหตุการณ์ในปี 2026 เป็นตัวเลขที่ไม่ควรมองข้าม และเหตุการณ์ Coldcard ที่สร้างความเสียหายเกือบ 89 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาไม่กี่วันยิ่งตอกย้ำว่า แม้แต่การเก็บสินทรัพย์ไว้กับตัวเองก็ไม่ได้ปลอดภัย 100%

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้อาจไม่ได้เป็นปัญหาของ Bitcoin โดยตรง แต่เป็นบทเรียนสำคัญว่า “การถือ Bitcoin เอง” ต้องมาพร้อมกับความเข้าใจเรื่องระบบความปลอดภัยอย่างจริงจัง เพราะจุดอ่อนอาจไม่ได้อยู่ที่บล็อกเชนแต่อาจอยู่ที่อุปกรณ์, เฟิร์มแวร์ หรือวิธีที่ผู้ใช้งานจัดการ Private Key

ที่มา : Cointelegraph, Coldcard, X