เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2026 (ตามเวลาสหรัฐฯ) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบิน Air Force One ว่า บริษัทเอกชนของสหรัฐฯ กำลังจะเข้าไปดำเนินกิจการในเวเนซุเอลา เพื่อสูบน้ำมันขึ้นมา พร้อมกับประโยคเด็ดที่กลายเป็นพาดหัวข่าวใหญ่ไปทั่วโลกว่า “พวกเขาขโมยน้ำมันของเราไป และเราจะเอามันกลับคืนมา”
การเลือกใช้คำว่า “ขโมย” ของผู้นำสหรัฐฯ เป็นการสะท้อนมุมมองที่ฝังรากลึกต่อเหตุการณ์ในปี 1976 เมื่อตอนที่รัฐบาลเวเนซุเอลาในขณะนั้น ได้ดำเนินการ “แปรรูปกิจการน้ำมันให้เป็นของรัฐ” โดยทำการยึดทรัพย์สินจากบริษัทต่างชาติเพื่อจัดตั้งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ PDVSA ซึ่งในสายตาของวอชิงตัน นี่คือปมปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งวัน เมื่อวันเสาร์ที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา ณ รีสอร์ตส่วนตัว Mar-a-Lago ทรัมป์ได้ลงรายละเอียดของแผนการดังกล่าว โดยระบุว่า รัฐบาลจะส่งบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เข้าไปลงทุนด้วยเม็ดเงินหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของเวเนซุเอลาที่พังเสียหายอย่างหนัก ให้กลับมาสร้างเม็ดเงินได้อีกครั้ง
สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า เวเนซุเอลาถือครองปริมาณสำรองน้ำมันที่พิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลกกว่า 303,000 ล้านบาร์เรล คิดเป็นราว 17% ของปริมาณสำรองทั่วโลก ทำให้ประเทศนี้เป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ด้านพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัจจุบัน เชฟรอน (Chevron) เป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่เพียงรายเดียวของสหรัฐฯ ที่ยังดำเนินกิจการในเวเนซุเอลา โดยมีการส่งออกประมาณ 140,000 บาร์เรลต่อวัน และยืนยันว่าการดำเนินงานทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ในด้านของการบริหารประเทศ ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ จะเข้าไป “บริหารประเทศชั่วคราว” ร่วมกับคณะทำงานชุดหนึ่ง จนกว่าจะสามารถถ่ายโอนอำนาจได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังคงสูง Lipow Oil Associates ประเมินว่า การส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาอาจสะดุดชั่วคราว จากความไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้กุมอำนาจในกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา
ขณะเดียวกัน สัญญาร่วมทุนระยะยาว 15 ปีที่รัฐบาลมาดูโรเพิ่งขยายเวลากับบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับรัสเซียและจีนไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา อาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งรอบใหม่ในอนาคต
ที่มา:cnbc

