<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

10 อันดับบอทเทรดคริปโต AI ที่ดีที่สุดในปี 2026

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ท่ามกลางสภาวะตลาดคริปโตปี 2026 ที่เต็มไปด้วยความผันผวน “บอทเทรด” ได้กลายมาเป็นอาวุธสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับนักลงทุนคริปโต ซึ่งจุดเด่นหลัก ๆ ของมันไม่เพียงแค่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ทีเด็ดคือมันช่วยตัดเรื่อง “อารมณ์” ทิ้งไป ไม่มีการหน้ามืดไล่ราคา หรือมือสั่นไม่กล้าคัทลอส แถมยังยิงออเดอร์ได้ไวและเป๊ะตามระบบ ชนิดที่นิ้วคนกดตามไม่ทัน

แต่ปัญหามันอยู่ที่ปัจจุบันบอทเทรดมีให้เลือกเกลื่อนจนตาลาย แต่ละตัวก็เก่งคนละแบบ ราคาก็ต่างกัน จะเลือกตัวไหนให้เข้ากับเราดี?

ไม่ต้องไปงมหาเองให้เสียเวลาครับ ในบทความนี้ทีมงานสยามบล็อกเชนคัดมาให้เน้นๆ แล้วกับ “10 บอทเทรด AI ตัวท็อป” ที่พิสูจน์แล้วว่าของจริง ใช้งานได้จริง มาดูกันเลยครับว่าตัวไหนจะเป็นตัวช่วยพลิกพอร์ตของคุณในปีนี้

1. 3Commas – เหมาะสำหรับนักเทรดมืออาชีพที่ต้องการ การควบคุมขั้นสูง

ถ้าคุณเป็นสายเทรดจริงจังที่รู้สึกว่า “ผมอยากคุมเองทุกเม็ด” ไม่ชอบอะไรที่สำเร็จรูปเกินไป 3Commas คือคำตอบที่ใช่ที่สุด บอกกันตรงๆ เลยว่าสำหรับมือใหม่ เจ้าตัวนี้อาจจะต้องใช้เวลาศึกษากันพักใหญ่ (Learning Curve สูงเอาเรื่อง) แต่ถ้าใช้เป็นเมื่อไหร่ บอกเลยว่าคุ้ม เพราะความยืดหยุ่นของมันสูงมาก อยากให้บอทเข้าเทรดท่าไหน เงื่อนไขอะไร จัดให้ได้หมด

ฟีเจอร์เด็ดของเขาคือ SmartTrade terminal และการเชื่อมต่อ Signal ที่เรากำหนดเองได้ ทำให้ใครที่มีกลยุทธ์ซับซ้อน สามารถเปลี่ยนให้เป็นระบบอัตโนมัติได้แบบแม่นยำ นี่ไม่ใช่แค่บอทกิ๊กก๊อก แต่เป็นอาวุธหนักสำหรับคนอยากเทรดให้โปรขึ้น 

ข้อดีและข้อเสียของ 3Commas

ข้อดี:

  • ปรับได้ลึกสุดใจ แถมมีระบบ Backtesting ไว้ทดสอบกลยุทธ์ก่อนลงสนามจริง
  • คุมการเทรดได้ละเอียดกว่าหน้าเว็บเทรดปกติเยอะ
  • รองรับเว็บเทรดดังๆ กว่า 15 เจ้าทั่วโลก

ข้อเสีย:

  • มือใหม่อาจท้อได้ เพราะฟังก์ชันเยอะและซับซ้อน
  • ฟีเจอร์เทพๆ ส่วนใหญ่ต้องสมัครแพ็กเกจเสียเงิน
  • ไม่ใช่บอทแบบกดปุ่มเดียวจบ ต้องคอยปรับจูนเรื่อยๆ ตามตลาด

กลยุทธ์การเทรด

3Commas มีบอทเทรด และเครื่องมือที่หลากหลาย เพื่อรองรับแนวทางการเทรดต่าง ๆ คุณสามารถใช้กลยุทธ์ได้หลายแบบ เช่น

DCA Bots: เป็นหนึ่งในบอทที่ยืดหยุ่นสุดๆ หลักการคือ “ทยอยซื้อ” แบ่งเงินเป็นไม้ๆ ไม่ทุ่มหมดหน้าตัก ข้อดีคือถ้าเหรียญราคาตก บอทจะช่วยช้อนซื้อให้ต้นทุนเฉลี่ยเราถูกลงเรื่อยๆ  

Grid Bots: เป็นบอทสายเก็บกำไรในตลาดช่วง “ไซด์เวย์”  เหมาะมากช่วงตลาด “วิ่งออกข้าง” ในกรอบแคบๆ บอทจะวางตาข่ายดักไว้ พอกราฟย่อก็ซื้อ กราฟดีดก็ขาย กินกำไรคำเล็กๆ วนไปทั้งวันทั้งคืน ไม่ต้องมานั่งเฝ้ากราฟเอง

Signal Bot : คือตัวช่วยที่เปลี่ยนการวิเคราะห์กราฟให้เป็น “คำสั่งซื้อขายจริง” โดยอัตโนมัติ  ใครใช้ TradingView วิเคราะห์กราฟอยู่แล้ว สามารถเชื่อมสัญญาณมาที่บอทได้เลย พอเงื่อนไขครบปุ๊บ บอทออกออเดอร์ปั๊บ ไวและแม่นกว่ามือกดเองเยอะ

SmartTrade: อันนี้ไม่ใช่บอท แต่เป็นเครื่องมือช่วยเทรด เช่น ตั้งจุดขายทำกำไรหลายไม้ (ขายหมูทีละนิด) หรือใช้ Trailing Stop ที่ช่วยรันเทรนด์ ล็อกกำไรไว้ไม่ให้ขาดทุน เหมาะกับสายซิ่งที่อยากคุมความเสี่ยงแบบมือโปร

ค่าตัวน้องบอท

3Commas มีแพ็กเก็จที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์กิจกรรมการเทรดและความต้องการของคุณ

  • Starter ($15/เดือน): เริ่มต้นเบาๆ เชื่อมได้ 1 เว็บ เหมาะกับมือใหม่ 
  • Pro ($40/เดือน): (แนะนำตัวนี้) ปลดล็อกบอทเพิ่ม เทรด Futures ได้ เชื่อมได้ 3 เว็บ กำลังดีสำหรับคนเทรดจริงจัง
  • Expert ($160/เดือน): สำหรับ “เจ้ามือ” หรือคนเทรดเป็นอาชีพ จัดเต็มทุกฟังก์ชัน Backtest ได้ยับๆ เชื่อม API ได้ 15 เว็บพร้อมกัน คุมพอร์ตใหญ่ได้สบายๆ

2. Cryptohopper – เหมาะสำหรับระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI และ Social Trading

ถ้าคุณกำลังมองหาบอทที่ “ฉลาด” และ “ยืดหยุ่น” สุดๆ ต้องตัวนี้เลยครับ Cryptohopper ถือเป็นตัวท็อปที่รองรับตั้งแต่มือใหม่ยันระดับโปร จุดขายของเขาคือการเอา AI มาช่วยวิเคราะห์ตลาด ยิ่งรันไปนานๆ มันยิ่งเรียนรู้และปรับตัวตามตลาดได้เก่งขึ้นเรื่อยๆ 

แต่ทีเด็ดจริงๆ สำหรับมือใหม่คือฟีเจอร์ Social Trading ครับ อารมณ์เหมือนเราเดินเข้าห้างไปช้อปปิ้ง “สูตรเทรด” ของเซียนเก่งๆ ทั่วโลก จะกดติดตาม Signal หรือจะก๊อปปี้ Setting ของเขามาใช้ทั้งดุ้นเลยก็ได้ ไม่ต้องมานั่งงมสร้างบอทเองจากศูนย์ ประหยัดเวลาแถมมั่นใจกว่าด้วย

ข้อดีและข้อเสียของ Cryptohopper

ข้อดี:

  • หน้าตาเมนูเป็นมิตร ไม่ต้องจบวิศวะคอมฯ ก็เข้าใจได้
  • ระบบทำงานบน Cloud 100% ปิดคอมนอนได้เลย บอททำงานให้ 24 ชม.
  • แหล่งรวมสูตรลัด ใครขี้เกียจวิเคราะห์เอง มาจิ้มเลือกในนี้ได้เลย
  • เชื่อมต่อเว็บเทรดดังๆ ได้เพียบ แถมมีระบบทดสอบ (Backtest) ให้ลองก่อนลงสนามจริง

ข้อเสีย:

  • ฟีเจอร์ AI ตัวเทพๆ ดันไปอยู่ในแพ็กเกจที่แพงที่สุด
  • ช่วงแรกๆ อาจจะตาลายหน่อย เพราะเครื่องมือเขาเยอะจริงๆ
  • ถ้าจะให้บอทเทรดเองออโต้ ต้องสมัครรายเดือนเท่านั้น

กลยุทธ์การเทรด

ที่นี่มีของเล่นให้เลือกเพียบครับ ไม่ว่าจะสายซิ่งหรือสายชิลล์:

Algorithmic & AI: จะเขียนสูตรเองจาก Indicator 130 กว่าตัว หรือจะปล่อยให้ AI ช่วยเทรดให้ก็ได้

Arbitrage: จับเสือมือเปล่า! บอทจะคอยสแกนราคาข้ามเว็บ เจอที่ไหนถูกกว่าก็ซื้อ แล้วไปขายที่แพงกว่าทันที กินส่วนต่างเนียนๆ

Market-Making: (อันนี้สำหรับโปร) วางซื้อขายดักกินส่วนต่างราคา (Spread) ในเหรียญที่วอลลุ่มน้อยๆ

Social & Copy Trading: ไม่อยากคิดเองก็ “ลอกการบ้าน” ครับ รับสัญญาณเทรดผ่าน Telegram หรือก๊อปปี้บอทคนอื่นมาใช้ได้เลย

DCA: สายออมเชิญทางนี้ ตั้งบอทให้ทยอยซื้อถัวเฉลี่ยไปเรื่อยๆ ตัดอารมณ์ออกไป วินัยเป๊ะ

ค่าตัวน้องบอท

มีให้เลือกตามความจริงจังครับ (ราคาโดยประมาณจ่ายรายปี):

  • Pioneer (ฟรี): อันนี้เหมือนตัว Demo เอาไว้ลองระบบ จัดการพอร์ต หรือเทรดมือ (บอทออโต้ยังไม่ทำงานนะ)
  • Explorer (~$24/เดือน): เริ่มต้นเทรดจริง เปิดได้ 80 positions สแกนตลาดได้นิดหน่อย
  • Adventurer (~$57/เดือน): สายซิ่งต้องตัวนี้ เปิดได้ 200 positions สแกนไวขึ้น
  • Hero (~$107/เดือน): (ตัวจบ) ใครจะเอา AI หรือทำ Arbitrage ต้องจัดตัวนี้ เปิดได้ 500 positions จัดเต็มทุกฟีเจอร์

3. Pionex – เหมาะสำหรับนักเทรดที่ไม่อยากเสี่ยง

ถ้าคุณเป็นมือใหม่หรืออยากเทรดแบบประหยัด Pionex คือคำตอบที่จบในที่เดียวเลย เพราะเป็นทั้งที่เทรด และมีบอทให้ในตัว ไม่ต้องไปนั่งงมวิธีเชื่อม API ให้ปวดหัว แค่สมัคร เติมเงิน แล้วจิ้มเลือกบอทฟรีที่มีให้ถึง 16 แบบได้เลย 

ที่เด็ดที่สุดคือ บอทใช้ฟรีตลอดชีพ ไม่มีการเก็บค่ารายเดือนให้กวนใจ เหมาะมากสำหรับใครที่อยากลองวิชาหรือมีงบจำกัด เพราะคุณจะได้ลองทุกกลยุทธ์ให้เต็มที่โดยไม่ต้องพะวงเรื่องค่าใช้จ่ายแฝงหรือปัญหาเทคนิคจุกจิก

ข้อดีและข้อเสียของ Pionex

ข้อดี:

  • ตั้งค่าเร็วและเป็นมิตรกับมือใหม่ ด้วยอินเทอร์เฟซที่เรียบง่าย
  • Bot ทั้ง 16 ตัวใช้งานฟรี ไม่มีค่าสมัครรายเดือน
  • ใช้ได้บนแอปมือถือ สำหรับ iOS และ Android
  • มีค่าธรรมเนียมการเทรดที่ชัดเจนและราคาต่ำ (0.05%)

ข้อเสีย:

  • ใช้ได้เฉพาะใน Pionex exchange เท่านั้น
  • การปรับแต่งสำหรับกลยุทธ์ขั้นสูงมีจำกัด
  • ไม่เหมาะกับนักเทรดมืออาชีพที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง
  • เหรียญมีน้อยกว่าที่คุณจะพบใน เว็บเทรดคริปโตหลักๆ ระดับโลก

กลยุทธ์การเทรด

Pionex มีบอทให้เลือกใช้หลายสายมาก

Grid Trading Bot : เหมาะมากสำหรับตลาดที่ราคาแกว่งไปแกว่งมา (Sideway) บอทจะวางตาข่ายดักซื้อตอนราคาลงและดักขายตอนราคาขึ้นในกรอบที่เราตั้งไว้แบบอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง ช่วยเปลี่ยนความผันผวนให้เป็นกำไรเล็กๆ น้อยๆ สะสมไปเรื่อยๆ 

DCA Bot: ตัวนี้คือ “บอทออมเงิน”  เราแค่ตั้งไว้ว่าจะซื้อเหรียญไหน ทุกกี่วัน ด้วยเงินกี่บาท บอทจะซื้อให้ตรงเวลาเป๊ะๆ ช่วยให้เราได้ราคาเฉลี่ยที่ดี ไม่ต้องมานั่งลุ้นหาจังหวะเข้าซื้อเอง ลดความเครียดได้เยอะ

Rebalancing Bot (บอทจัดพอร์ตเซียน): ช่วยคุมสัดส่วนเหรียญในพอร์ตให้เป๊ะตลอด เช่น ถ้าตั้งใจจะถือ BTC 50% และ ETH 50% แล้ววันหนึ่ง ETH ราคาพุ่งจนสัดส่วนเกิน บอทจะขาย ETH มาซื้อ BTC ให้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้พอร์ตกลับมาสมดุลตามแผนเดิม เป็นการขายทำกำไรตัวที่ขึ้นและช้อนตัวที่ยังไม่ขึ้นไปในตัว

Spot-Futures Arbitrage Bot (: ตัวนี้ล้ำมาก! เป็นการกินกำไรจาก “ส่วนต่างราคา” และค่าธรรมเนียม (Funding Fee) ระหว่างตลาด Spot และ Futures ข้อดีคือ มีความเสี่ยงต่ำมาก เพราะเป็นการเปิดคำสั่งที่คานกันไว้ เหมาะสำหรับคนที่อยากได้กำไรนิ่งๆ สม่ำเสมอ ไม่เน้นซิ่งตามกระแส

AI Strategy : ถ้าอ่านมาทั้งหมดแล้วยัง งง ไม่รู้จะตั้งค่าตัวเลขตรงไหนดี? แค่กดใช้ระบบ AI ของเขา มันจะเอาข้อมูลสถิติในอดีตมาคำนวณและตั้งค่าที่ดีที่สุดให้เราโดยอัตโนมัติ หน้าที่เรามีแค่กดปุ่ม “ตกลง” เท่านั้นเอง

ค่าตัวน้องบอท

  • บอทฟรี 100% ไม่มีหมกเม็ด: นี่คือพระเอกของที่นี่เลย คุณสามารถใช้บอททั้ง 16 ตัวได้ฟรีแบบไม่ต้องจ่ายค่ารายเดือน ไม่ต้องสมัคร VIP และไม่มีการเก็บเงินเพิ่มเพื่อปลดล็อกฟีเจอร์ใดๆ ทั้งสิ้น ของฟรีและดีมีอยู่จริง
  • ค่าธรรมเนียมถูกจนน่าตกใจ: จ่ายแค่ค่าเทรดตอนบอททำงานเพียง 0.05% ต่อครั้งเท่านั้น ซึ่งความถูกนี้สำคัญมากสำหรับสายบอท เพราะบอทเน้นเทรดบ่อย ถ้าค่าธรรมเนียมแพงกำไรเราจะหายหมด แต่ที่นี่ช่วยให้เราเหลือกำไรเน้นๆ เข้ากระเป๋า
  • เริ่มรันกี่ตัวก็ได้ตามใจชอบ: จะเปิดบอททิ้งไว้ตัวเดียว หรือจะเปิดกระจายความเสี่ยงพร้อมกันหลายๆ ตัวก็ทำได้ทันที ไม่มีการจำกัดจำนวนบอทให้จุกจิกกวนใจ
  • แฟร์กับผู้ใช้สุดๆ: คุณจะเสียเงินก็ต่อเมื่อบอทมีการซื้อขายจริงเท่านั้น ไม่มีการเก็บค่าดูแลระบบรายวันหรือรายเดือน ทำให้เราคุมต้นทุนการลงทุนได้นิ่งมาก ไม่มีค่าใช้จ่ายบานปลายแน่นอน

4. Coinrule – เหมาะสำหรับระบบอัตโนมัติแบบไม่ต้องเขียนโค้ด

ใครบอกว่าบอทเทรดต้องยาก? Coinrule เขาเปลี่ยนเรื่องเทรดให้ง่ายเหมือนต่อจิ๊กซอว์ ไม่ต้องนั่งเขียนโค้ดให้ปวดหัว แค่หยิบ “บล็อกเงื่อนไข” มาวางต่อกันง่ายๆ ถ้าคุณอยากใช้บอทแต่ขี้เกียจ งมระบบที่ดูยุ่งเหยิง ที่นี่คือคำตอบเลย เพราะเขามีสูตรสำเร็จรูปให้เลือกกว่า 200 แบบ หรือจะสร้างกฎการเทรดเองก็ทำได้เหมือนเล่นเลโก้เลย

เหมาะมากสำหรับมือใหม่ที่อยากขยับจากการแค่ “ซื้อแล้วถือ” (HODL) นิ่งๆ มาเป็นการเทรดแบบมือโปรที่ทำกำไรให้อัตโนมัติในหลายเว็บพร้อมกัน

ข้อดีและข้อเสียของ Coinrule

ข้อดี:

  • ใช้งานง่ายมาก 
  • มีเทมเพลตกลยุทธ์สำเร็จในรูปแบบที่หลากหลาย
  • รองรับเว็บเทรดคริปโตยอดนิยมอย่าง Binance, Coinbase และ Kraken
  • มี “แผนใช้งานฟรี” ให้เลือกใช้ด้วย จึงเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับมือใหม่ที่มองหาบอทเทรดคริปโตฟรี เพื่อเริ่มต้นเรียนรู้

ข้อเสีย:

  • แผนฟรีมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก สำหรับปริมาณการเทรดและฟีเจอร์
  • ฟีเจอร์ขั้นสูงที่สุด เช่น การดำเนินการที่รวดเร็ว จะอยู่ในแผน Pro ที่แพง
  • ตัวบ่งชี้ขั้นสูงน้อยกว่า เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มที่เน้นในด้านเทคนิค
  • ไม่มีแอปมือถือโดยเฉพาะ

กลยุทธ์การเทรด

หมัดเด็ดของ Coinrule คือ การสร้างบอทที่ง่ายเหมือนต่อเลโก้ คุณแค่นำเงื่อนไขตลาดมาวางต่อกันให้เป็นสูตรเทรดของตัวเองโดยไม่ต้องเขียนโค้ดเลยแม้แต่บรรทัดเดียว อยากให้บอททำอะไรก็แค่สั่งผ่านเงื่อนไขง่ายๆ เช่น :

ออกแบบกฎเอง (Rule-Based): สั่งบอทได้ตามใจ เช่น “ถ้า RSI ต่ำกว่า 30 ให้ช้อนซื้อ BTC ทันที $100” ระบบจะเฝ้าจอแทนคุณและกดซื้อขายให้แม่นยำเป๊ะๆ ตามแผน

ตามเทรนด์ (Trend Following): ตั้งให้บอทกระโดดเข้าซื้อตอนกราฟเป็นขาขึ้น และรีบชิ่งขายทำกำไรตอนที่แรงส่งเริ่มหมด หรือราคาทำท่าจะร่วง

ออมอัตโนมัติ (DCA): สั่งให้บอททยอยเก็บเหรียญเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์แบบอัตโนมัติ ไม่ต้องมานั่งกดเองทุกครั้ง

ระบบล็อกกำไรและตัดขาดทุน: วางตาข่ายกันเหนียวด้วย Take Profit และ Stop Loss ได้ง่ายๆ ถึงจะไม่ได้ใช้ AI เต็มตัว แต่เครื่องมือวิเคราะห์ที่เขามีให้ ก็ฉลาดพอที่จะทำให้คุณมีบอทเทรดที่ปลอดภัย และทำเงินได้ในสไตล์คุณเอง

ค่าตัวน้องบอท

Coinrule มีราคาให้เลือกหลายระดับตามความซิ่งของคุณ ใครถนัดแบบไหนเลือกได้เลย:

  • สายลองของ (Starter – ฟรี!): เหมาะกับคนอยากทดสอบระบบก่อน ตัวนี้รันบอทจริงได้ 2 ตัว เชื่อมได้ 1 เว็บเทรด และเทรดได้สูงสุด $3,000 ต่อเดือน
  • สายขยับขยาย (Investor – ประมาณ 1,000 กว่าบาท/เดือน): ตัวนี้คุ้มมาก รันบอทได้ถึง 7 ตัว เชื่อมได้ 3 เว็บ และอัปวอลลุ่มได้ถึง $500,000 แถมยังเล่นท่าเทรด Leverage ได้ และได้เข้ากลุ่มลับชุมชนเทรดเดอร์ด้วย
  • สายมือโปร (Trader – ประมาณ 2,000 กว่าบาท/เดือน): จัดเต็มขึ้นไปอีก รันบอทได้จุกๆ 25 ตัว เชื่อมได้ 5 เว็บ วอลลุ่มเทรดเหลือเฟือถึง $10 ล้าน และที่เด็ดสุดคือเชื่อมกับ TradingView เพื่อส่งสัญญาณเข้าบอทได้โดยตรงเลย
  • สายกองทุน (Fund – ประมาณ 26,000 กว่าบาท/เดือน): ขั้นสุดของวงการ เทรดได้ ไม่จำกัดวอลลุ่ม แถมได้เซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวที่เร็วแรงเป็นพิเศษ มั่นใจได้ว่าบอทจะกดออเดอร์ได้ไวแบบเสี้ยววินาที ไม่พลาดทุกจังหวะสำคัญ

5. Hummingbot – เหมาะสำหรับความยืดหยุ่นเต็มรูปแบบ โดยไม่มีค่าสมัครสมาชิก

Hummingbot คือบอทสายโหดสำหรับ “ตัวจริง” ที่ชอบความฟรีและอยากคุมทุกอย่างเอง 100% ครับ เพราะเขาเป็นระบบ Open-source ที่เปิดให้คุณ เขียนโค้ด สร้างกลยุทธ์เฉพาะตัวได้แบบไร้ขีดจำกัด เหมาะสุดๆ กับสายเทคนิคหรือนักพัฒนาที่อยากทำบอทความถี่สูง (HFT) อย่างพวกการปั๊มกำไรจากส่วนต่างราคา (Arbitrage) หรือการวางออเดอร์สร้างสภาพคล่อง (Market Making)

จุดเด่นที่กินขาดคือคุณสามารถเชื่อมต่อได้มากกว่า 40 กระดานเทรด ทั้งเว็บดังๆ ทั่วไป (CEX) ไปจนถึงกระดานเทรดแบบไร้ศูนย์กลาง (DEX) เลย ถ้าคุณไม่กลัวการเขียนโปรแกรมและต้องการความยืดหยุ่นขั้นสุด เครื่องมือตัวนี้คืออาวุธระดับโปรที่คุณต้องมีติดตัวไว้เลย

ข้อดีและข้อเสียของ Hummingbot

ข้อดี:

  • ฟรีและเป็นระบบเปิด open-source 
  • มีการปรับแต่งเชิงลึกสำหรับกลยุทธ์ขั้นสูง
  • รองรับเว็บเทรดคริปโตมากกว่า 40 แห่ง รวมถึง DEXs
  • ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนที่แข็งแกร่ง

ข้อเสีย:

  • ต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรม
  • ไม่มีอินเทอร์เฟซกราฟิก เป็นการพิมพ์คำสั่ง (Command Line) เท่านั้น
  • ต้อง self-hosting และตั้งค่าด้วยตนเอง
  • ไม่เหมาะสำหรับมือใหม่

กลยุทธ์การเทรด

Market Making: เน้นเก็บกำไรจากส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย (Bid-Ask Spread) โดยบอทจะคอยวางคำสั่งทั้งสองฝั่งเพื่อรอกินคำเล็กๆ แต่บ่อยๆ 

Arbitrage: สายล่าส่วนต่างราคา! บอทจะคอยเช็กว่าเว็บไหนขายถูก เว็บไหนขายแพง แล้วรีบซื้อจากที่หนึ่งไปขายอีกที่หนึ่งเพื่อทำกำไรทันที

Liquidity Mining: สายล่ารางวัล แค่เอาบอทไปช่วยวางออเดอร์เพิ่มสภาพคล่องให้ระบบ คุณก็รอรับรางวัล (Rewards) เป็นค่าตอบแทนได้ง่ายๆ เลย

Custom Scripts: อันนี้โดนใจสายโค้ดสุดๆ เพราะคุณสามารถใช้ภาษา Python เขียนกลยุทธ์ในฝันขึ้นมาเองได้แบบไร้ขีดจำกัด อยากให้บอทฉลาดแค่ไหนจัดได้เต็มที่

ค่าตัวน้องบอท

ใครที่เน้นความคุ้มค่าต้องรัก Hummingbot แน่นอน เพราะตัวซอฟต์แวร์นี้เป็น Open-source ที่เปิดให้ใช้ ฟรีตลอดชีพแบบไม่มีค่ารายเดือนเลย ค่าใช้จ่ายหลักๆ จะมีแค่ค่าธรรมเนียมการเทรดปกติของแต่ละเว็บที่คุณไปเทรดเท่านั้นเอง

ส่วนถ้าใครอยากให้บอททำงานแทนเราได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเปิดคอมตัวเองทิ้งไว้ ก็แค่เตรียมงบเพิ่มอีกนิดหน่อยสำหรับค่าเช่าเซิร์ฟเวอร์ (Cloud) เล็กๆ ไว้รันบอท ถือว่าเป็นทางเลือกที่ประหยัดที่สุดสำหรับสายเทรดที่อยากคุมต้นทุนให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อเก็บกำไรให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

6. HaasOnline – เหมาะสำหรับนักเทรดขั้นสูง

HaasOnline คือตัวจริงเรื่อง “ความเป็นส่วนตัว” ที่ออกแบบมาเพื่อนักเทรดสายเป๊ะ จุดเด่นที่สุดคือ คุณสามารถติดตั้งโปรแกรมลงในคอมหรือเซิร์ฟเวอร์ตัวเองได้เลย ทำให้รหัส API และข้อมูลการเทรดเป็นความลับแบบ 100% ไม่ต้องไปฝากไว้บนเว็บคนอื่นให้กังวลใจ

แถมเครื่องมือเขาก็จัดเต็มมาก มีทั้ง HaasScript สำหรับสายโค้ด และระบบ ลากวาง (Visual Editor) สำหรับคนชอบแบบง่ายๆ จะใช้ปั่นกำไรระยะสั้น (Scalping) หรือทำกำไรส่วนต่าง (Arbitrage) ก็ทำได้หมด แถมยังมีระบบลองเทรดย้อนหลัง (Backtesting) ให้เช็กจนชัวร์ก่อนลงเงินจริงด้วย เหมาะมากสำหรับคนที่อยากคุมทุกอย่างเองและต้องการความเป็นอิสระสูงสุด

ข้อดีและข้อเสียของ HaasOnline

ข้อดี:

  • เก็บข้อมูลทั้งหมดในเครื่อง/มีความเป็นส่วนตัว
  • ปรับแต่งได้สูง ด้วย script และเครื่องมือแบบ visual
  • รองรับหลายเว็บเทรดคริปโต

ข้อเสีย:

  • ไม่เหมาะสำหรับมือใหม่
  • ต้อง self-hosting เอง หากต้องการความเป็นส่วนตัวเต็มรูปแบบ
  • ราคาเป็นไปตามแต่ละกรณี

กลยุทธ์การเทรด

กลยุทธ์เด็ดของ HaasOnline มีให้เลือกใช้แบบจัดเต็มตามสไตล์คุณเลย:

Arbitrage: บอทจะคอยส่องหลายเว็บพร้อมกัน เห็นที่ไหนขายถูกก็รีบซื้อ แล้วไปขายที่ที่แพงกว่าให้อัตโนมัติ กินส่วนต่างราคาแบบเนียนๆ 

Market Making: บอทจะรับบทเป็นเจ้ามือคอยวางซื้อและขายดักไว้ทั้งสองฝั่ง เพื่อเก็บกำไรจากส่วนต่างราคา (Spread) ยิ่งคนเทรดกันคึกคัก คุณก็ยิ่งเก็บเล็กผสมน้อยได้เรื่อยๆ 

Scalping: สายซิ่งต้องชอบ! บอทจะคอยดักทำกำไรจากราคาที่ขยับนิดๆ หน่อยๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าตลาดจะเหวี่ยงแค่ไหน บอทจะช่วยกดเทรดแทนคุณแบบไวแสง เปลี่ยนทุกการเคลื่อนไหวเป็นกำไรสะสม

Custom Strategies: ถ้าสูตรสำเร็จยังไม่โดใจ คุณก็ใช้ HaasScript เขียนสูตรเทรดอัจฉริยะในฝันขึ้นมาเองได้เลย จะซับซ้อนแค่ไหนภาษาเทรดตัวนี้ก็เสกให้กลายเป็นบอทที่ทำงานได้แม่นยำตามสั่งเป๊ะๆ 

ค่าตัวน้องบอท

ราคาของ HaasOnline ในปัจจุบันจะขึ้นอยู่กับการปรับแต่งตามความต้องการใช้งานจริง (Custom Pricing) แต่เพื่อให้เห็นภาพคร่าวๆ ในอดีตราคาเคยเริ่มต้นที่ประมาณ $7.50 ถึง $82.50 ต่อเดือน ขึ้นอยู่กับจำนวนบอทและฟีเจอร์ที่คุณเลือกใช้

7. Bitsgap – เหมาะสำหรับกลยุทธ์ Grid และ DCA แบบหลายกระดานเทรดพร้อมกัน

ถ้าคุณมีบัญชีหลายเว็บเทรดแต่ขี้เกียจเปิดหลายหน้าจอ Bitsgap คือสวรรค์เลย เพราะเขาใจดีรวบรวมทุกอย่างมาไว้ในหน้าจอเดียว (All-in-one) ให้คุณคุมได้กว่า 16 เว็บเทรดทั่วโลกแบบไม่ต้องสลับแท็บไปมาให้มึนหัว

ทีเด็ดคือบอท Grid กับ DCA ของที่นี่ตั้งค่าง่าย หน้าตาโปรแกรมดูสะอาดตา ใช้งานลื่นไหลสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ที่เพิ่งหัดใช้บอท หรือมือเก๋าที่ต้องคุมพอร์ตใหญ่ๆ ก็จะรู้สึกว่าการเทรดอัตโนมัติมันสะดวกและจบในที่เดียวจริงๆ

ข้อดีและข้อเสียของ Bitsgap

ข้อดี:

  • เชื่อมต่อกับ exchange มากกว่า 16 แห่งในแดชบอร์ดเดียว
  • อินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย
  • มีฟีเจอร์ Grid และ DCA bot ที่แข็งแกร่ง
  • มีโหมด Demo สำหรับฝึกฝนได้ โดยไม่เสี่ยง

ข้อเสีย:

  • ไม่มีแผนฟรีแบบต่อเนื่อง มีเพียงทดลองใช้ 7 วัน
  • ต้องมีแผนที่สูงขึ้น สำหรับ Bot ฟีเจอร์ที่มากขึ้น
  • Futures bot และฟีเจอร์ AI อยู่ในแผนที่ราคาแพงสุด

กลยุทธ์การเทรด

สำหรับใครที่อยากให้เงินทำงานแทน Bitsgap จัดอาวุธมาให้ครบมือเลย:

Grid Bot: ตัวนี้คือ “ตาข่ายดักเงิน” คเหมาะมากเวลาตลาดวิ่งออกข้าง (Sideways) บอทจะวางซื้อต่ำขายสูงสลับไปมาตามช่องที่คุณตั้งไว้ ยิ่งราคาแกว่งขึ้นลงแรงเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งเก็บกำไรเข้ากระเป๋าได้รัวๆ โดยไม่ต้องเฝ้าจอเลย

DCA Bot: สายเน้นวินัยต้องตัวนี้เลย บอทจะช่วยทยอยซื้อเหรียญสะสมให้ทีละนิดตามเวลาที่คุณตั้งไว้ ช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุนให้ถูกลง ไม่ต้องกลัวว่าจะติดดอยเพราะซื้อผิดจังหวะ

Futures Bot & Smart Orders: อันนี้จัดมาเพื่อสายโหดโดยเฉพาะ! ให้คุณเทรดฟิวเจอร์สแบบใส่ Leverage เพิ่มพลังทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง พร้อมเครื่องมือสั่งการอัจฉริยะที่ช่วยให้คุณคุมความเสี่ยงได้แบบมือโปร

ค่าตัวน้องบอท

แผนราคาของ Bitsgap ปี 2026 นี้ มีให้เลือกตามขนาดพอร์ตของคุณเลยครับ แถมทุกแผนยังมีให้ ลองใช้ฟรี 7 วัน ด้วยนะ

  • Basic (ประมาณ 800 กว่าบาท/เดือน): เหมาะกับคนเริ่มต้น แผนนี้รัน Grid Bot ได้ 3 ตัว และ DCA Bot ได้ถึง 10 ตัว แถมยังใช้คำสั่งอัจฉริยะ (Smart Orders) ได้แบบไม่จำกัด ช่วยให้คุณวางแผนเทรดได้ยืดหยุ่นสุดๆ ในราคาเบาๆ 
  • Advanced (ประมาณ 1,900 กว่าบาท/เดือน): ขยับขึ้นมาอีกนิดสำหรับสายลุย ตัวนี้รัน Grid Bot ได้ 10 ตัว และ DCA Bot จุกๆ 50 ตัว แถมยังปลดล็อก Futures Bot มาให้ปั้นกำไรแบบใส่ Leverage ได้ด้วย
  • PRO (ประมาณ 4,000 กว่าบาท/เดือน): ตัวท็อปสำหรับมืออาชีพที่คุมหลายเหรียญ รัน Grid Bot ได้ 50 ตัว และ DCA Bot ถึง 250 ตัว เรียกว่าได้ฟีเจอร์พรีเมียมครบทุกอย่างที่มีในระบบเลย

8. Altrady – เหมาะสำหรับนักเทรดที่จัดการพอร์ตการลงทุน

ถ้าคุณอยากจบทุกอย่างในหน้าจอเดียว Altrady คือคำตอบเลย เพราะเขาทำได้ตั้งแต่ดูพอร์ต วิเคราะห์กราฟ ไปจนถึงใช้บอทเทรดแทนเรา แถมยังคุมได้หลายเว็บเทรดพร้อมกันด้วย 

จุดเด่นที่ชอบมากคือ ระบบสแกนเนอร์เรียลไทม์ ที่จะคอยทำตัวเป็นเรดาร์ตรวจจับจังหวะทำกำไรสวยๆ ให้คุณทันที พร้อมแจ้งเตือนแบบอัจฉริยะ ไม่ว่าตลาดจะขยับทางไหนคุณก็รู้ตัวก่อนใครแน่นอน

นอกจากนี้เขายังมีระบบ วิเคราะห์ข้อมูลแบบเจาะลึก ที่จะคอยสรุปให้ดูว่าที่เทรดไปคุ้มไหม ช่วยให้คุณรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง เพื่อตัดสินใจได้แม่นยำขึ้นว่าจังหวะไหนควรลุยหรือจังหวะไหนควรพัก เพื่อปั้นกำไรในพอร์ตให้โตแบบยั่งยืน

ข้อดีและข้อเสียของ Altrady

ข้อดี:

  • สามารถจัดการพอร์ตการลงทุนแบบรวมศูนย์ในเว็บเทรดคริปโตต่าง ๆ
  • Bot อัตโนมัติ (Grid, Signal) รวมอยู่ด้วย
  • เครื่องมือการเทรดแบบ manual ขั้นสูง ก็มีให้ใช้
  • สแกนตลาดแบบเรียลไทม์ สำหรับการตรวจจับโอกาส

ข้อเสีย:

  • อินเทอร์เฟซอาจรู้สึกซับซ้อนเกินไป สำหรับมือใหม่
  • แผนฟรีมีข้อจำกัดมาก
  • Backtesting เป็นส่วนเสริม แบบเสียเงิน
  • ราคาเรียกเก็บเป็นยูโร

กลยุทธ์การเทรด

คุมความเสี่ยงอยู่หมัด (Risk Management): บอทตัวนี้ใจดีให้คุณตั้งทั้งจุดทำกำไร (Take Profit) และจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ไว้ได้พร้อมกันในไม้เดียวเลย สั่งงานเสร็จก็ไปนอนได้ ไม่ต้องกลัวตื่นมาแล้วพอร์ตพัง

นักล่าส่วนต่างราคา (Arbitrage Monitoring): ระบบ Screener ของเขาจะทำตัวเป็นเรดาร์คอยสแกนดูหลายๆ เว็บพร้อมกันให้แบบวินาทีต่อวินาที พอเห็นเว็บไหนราคาถูก-แพงต่างกันปุ๊บ ระบบจะสะกิดเตือนคุณทันที ไม่ต้องมานั่งเปิดหลายหน้าต่างให้มึนหัว

สายซิ่งต้องเลิฟ (Day Trading): ระบบแจ้งเตือนเขาฉลาดมาก ไม่ว่าจะเป็นราคาพุ่ง วอลลุ่มเข้า หรือมีเหรียญใหม่เข้าตลาด (New Listing) คุณจะรู้ก่อนใครแน่นอน แถมยังมีหน้าเทรดที่ออกแบบมาให้กดสั่งงานได้ไวสุดๆ ช่วยให้คุณไม่พลาดจังหวะทำเงินสำคัญๆ 

ค่าตัวน้องบอท

แผนราคาของ Altrady ในปี 2026 นี้จัดมาให้เลือกตามความจริงจังเลย ใครอยากลองก่อนเขาก็มี แผนฟรี ที่ให้ฟีเจอร์พื้นฐานมาครบ ส่วนใครที่อยากอัปเกรดก็ตามนี้เลย

  • Basic (ประมาณ 700 กว่าบาท/เดือน): เหมาะสำหรับคนเริ่มขยับขยาย เชื่อมได้ 5 บัญชีเว็บเทรด และรันบอทได้ 2 ตัว
  • Essential (ประมาณ 1,300 กว่าบาท/เดือน): แผนนี้ยอดฮิตเลย เพราะได้บอทเพิ่มขึ้นและปลดล็อกตัวสแกนเนอร์ที่ช่วยหาจังหวะเทรดได้เก่งกว่าเดิม
  • Premium (ประมาณ 2,300 กว่าบาท/เดือน): ตัวท็อปสำหรับสายคุมกองทัพบอท เชื่อมได้ถึง 30 บัญชี และรันบอทได้จุกๆ 50 ตัวไปเลย
  • Backtesting (ประมาณ 250 บาท/เดือน): อันนี้เป็นตัวเสริม สำหรับใครที่อยากลองเอาสูตรไปเทสย้อนหลังดูความแม่นยำก่อนลงเงินจริง จ่ายเพิ่มอีกนิดหน่อยแต่ช่วยลดความเสี่ยงได้เยอะ

9. Mizar: เหมาะสำหรับทั้งมือใหม่ และนักเทรดที่มีประสบการณ์

Mizar คือแพลตฟอร์มเทรดคริปโตยุคใหม่ที่มาแรงและน่าลองมาก เพราะเขามัดรวมทั้งบอทอัตโนมัติ ระบบ Copy Trading (ก๊อปปี้คนเก่ง) และที่จัดการพอร์ตไว้ในที่เดียว แถมยังซิ่งได้ทั้งในกระดานปกติ (CEX) และพวกกระดานไร้ศูนย์กลาง (DEX) เลย

หมัดเด็ดของที่นี่คือ “จ่ายตามจริง” (Pay-as-you-go) เขาใจดีตัดค่าสมาชิกรายเดือนที่ต้องจ่ายทิ้งทุกเดือนออกไป แล้วให้คุณจ่ายตามปริมาณการเทรดหรือแบ่งเปอร์เซ็นต์จากกำไรที่ทำได้จริงแทน หรือถ้าใครอยากประหยัดขึ้นไปอีก ก็แค่ไป Stake เหรียญของเขาเพื่อลดค่าธรรมเนียมได้ด้วย เหมาะสุดๆ สำหรับมือใหม่ที่อยากลองก๊อปปี้พอร์ตเซียน หรือมือโปรที่ไม่อยากแบกค่าเช่าบอทรายเดือนให้ปวดหัว

ข้อดีและข้อเสียของ Mizar

ข้อดี:

  • แฟร์สุดๆ เรื่องค่าใช้จ่าย: ไม่มีการบังคับจ่ายรายเดือนให้เสียดายเงิน คุณจะเสียค่าธรรมเนียมก็ต่อเมื่อมีการกดเทรดหรือทำกำไรได้จริงเท่านั้น เรียกว่าไม่เทรดไม่เสียเงิน
  • ก๊อปปี้เซียนได้ง่ายๆ: เขามีระบบ Copy Trading และตลาด Social Marketplace ที่รวมเอากลยุทธ์ของนักเทรดมือโปรมาให้คุณเลือกจิ้มตามได้เลย ใครขี้เกียจคิดเองก็แค่ติดตามคนเก่งๆ แล้วปล่อยให้บอททำงานแทน
  • เชื่อมได้ทุกที่: จะเทรดในเว็บดังๆ (CEX) หรือสายซิ่งในกระดานไร้ศูนย์กลาง (DEX) ก็รองรับหมด เชื่อมต่อได้หลายที่ในที่เดียวเลย
  • ยิ่งเทรดเยอะ ยิ่งถูก: ถ้าคุณอยากลดค่าธรรมเนียมให้ถูกลงไปอีก ก็แค่ขยันเทรดให้วอลลุ่มเยอะขึ้น หรือจะเอาเหรียญของแพลตฟอร์มอย่าง $MZR ไป Stake ไว้เพื่อรับส่วนลดพิเศษก็ได้

ข้อเสีย:

  • น้องใหม่ในวงการ: ประวัติการทำงานเขายังไม่ยาวนานเท่ารุ่นพี่เจ้าใหญ่ๆ ความเก๋าและเคสตัวอย่างเลยอาจจะยังมีให้ดูไม่เยอะเท่าไหร่
  • บอทเทพๆ ยังไม่ครบ: ฟีเจอร์ที่หลายคนรออย่าง Grid Bot หรือ Arbitrage (ส่องส่วนต่างราคา) ตอนนี้เขายังพัฒนาไม่เสร็จสมบูรณ์ ใครสายนี้อาจจะต้องรอก่อน
  • ไม่ Stake อาจจะไม่คุ้ม: ถ้าคุณเป็นสายเทรดน้อยๆ และไม่ได้ถือเหรียญ $MZR (Stake) เพื่อรับส่วนลด ค่าธรรมเนียมต่อไม้ที่ต้องจ่ายตามจริงอาจจะดูแพงกว่าแพลตฟอร์มที่เก็บรายเดือน
  • รีวิวยังน้อย: ข้อมูลผลงานย้อนหลัง (Track Record) และรีวิวจากผู้ใช้จริงยังมีจำกัด ทำให้เราต้องทำการบ้านหนักหน่อยก่อนจะเลือกก๊อปปี้กลยุทธ์ของใคร

กลยุทธ์การเทรด (Trading Strategies)

สำหรับใครที่อยากให้บอทคอยสแตนด์บายแทน Mizar เขาก็มีอาวุธให้เลือกตามสไตล์การเทรดเลย:

DCA Bots: สายใจเย็นเน้นวินัยต้องตัวนี้เลยครับ บอทจะช่วยทยอยซื้อหรือขายเป็นรอบๆ เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนให้เรา ไม่ต้องมานั่งลุ้นจังหวะเข้าเองให้ปวดหัว

API Bots & Smart Trading: ตัวนี้เหมาะกับสายปรับแต่งเอง คุณสามารถเชื่อมต่อหลายเว็บเทรดได้พร้อมกัน และใช้คำสั่งเจ๋งๆ อย่าง Trailing Stop ที่คอยขยับจุดตัดขาดทุนตามราคาที่พุ่งขึ้นไป หรือจะสั่งให้แบ่งขายทำกำไรหลายๆ ไม้ก็ทำได้ง่ายๆ เลย

Copy Trading: ถ้ายังไม่มั่นใจในฝีมือตัวเอง ก็เลือกก๊อปปี้คนเก่งๆ ในตลาดได้เลยระบบจะเทรดตามเขาให้เองแบบอัตโนมัติ ที่แฟร์สุดๆ คือเราจะเสียค่าธรรมเนียมให้เขาก็ต่อเมื่อเรา “ได้กำไร” เท่านั้น

DeFi & DEX Bots: สายซิ่งบนกระดานไร้ศูนย์กลางต้องเลิฟ เพราะมีทั้งบอทสไนเปอร์ ไว้ดักซื้อเหรียญต้นน้ำแบบไวแสง ตั้งจุดขายกำไรหรือตัดขาดทุนก็ได้ แถมยังมีแจ้งเตือนเวลาเหรียญใหม่ๆ เพิ่งเปิดตัวด้วย

ค่าตัวน้องบอท

ราคาของ Mizar ในปี 2026 ถือว่าแฟร์และยืดหยุ่นมาก เพราะเขาเน้นระบบ “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น” ไม่ต้องแบกค่ารายเดือนแพงๆ ถ้าไม่ได้เทรดเยอะ โดยแบ่งค่าตัวน้องบอทออกมาดังนี้:

  • สาย CEX (กระดานปกติ): ถ้าใช้แผนฟรี (Pay As You Go) จะเสียค่าธรรมเนียมประมาณ 0.1% ของยอดเทรด แต่ถ้าอยากได้สิทธิ์เปิดบอทได้เยอะขึ้นหรือเพิ่มจำนวนบัญชี ก็ขยับไปแผน Trader ($15/เดือน) หรือ Pro ($30/เดือน) ซึ่งจะช่วยให้ค่าธรรมเนียมรายไม้ถูกลงตามระดับ STAR level ของคุณ
  • สาย DEX (กระดานไร้ศูนย์กลาง): สำหรับสายซิ่งบนเชน จะเสียค่าธรรมเนียมต่อครั้งสูงสุดไม่เกิน 1% ครับ แต่ถ้าคุณเอาเหรียญ $MZR ไป Stake ไว้ จะได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมหายไปครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงประมาณ 0.5% เท่านั้น
  • Copy Trading: อันนี้จ่ายตามผลงาน โดยเจ้าของกลยุทธ์จะหักส่วนแบ่งจาก “กำไรสุทธิ” ของคุณ (Performance Fee) ประมาณ 10% – 30% แล้วแต่คนที่เราไปก๊อปปี้ ย้ำว่า ถ้าไม้ไหนขาดทุน คุณก็ไม่ต้องจ่ายส่วนนี้
  • หมัดเด็ดประหยัดงบ: ไม่ว่าคุณจะอยู่แผนไหน ถ้าคุณถือเหรียญ $MZR (Staking) ไว้ตามจำนวนที่กำหนด คุณจะได้รับส่วนลดทั้งค่าธรรมเนียมวอลลุ่มและค่าส่วนแบ่งกำไร ทำให้ต้นทุนการรันบอทของคุณต่ำลงไปอีก

10. Shrimpy – เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาว และการ Rebalance พอร์ตการลงทุนอัตโนมัติ

ถ้าคุณเป็นสายเน้นถือยาวแต่ไม่อยากปวดหัวเวลาตลาดเหวี่ยง Shrimpy คือคำตอบที่ใช่เลย เพราะเขาออกแบบมาเพื่อสาย “ตั้งค่าแล้วลืม” (Set-and-Forget) ของจริง หน้าที่หลักคือ ช่วยคุมสัดส่วนพอร์ตให้เป๊ะอยู่เสมอ เช่น ถ้าคุณตั้งไว้ว่าจะถือ BTC 50% แล้วจู่ๆ ราคาพุ่งจนสัดส่วนเกิน บอทก็จะช่วยขายทำกำไรแล้วเอาไปซื้อเหรียญอื่นในพอร์ตให้กลับมาสมดุลตามที่คุณตั้งไว้ทันที

นอกจากจะช่วยปรับพอร์ตอัตโนมัติ (Rebalancing) แล้ว เขายังมีระบบ Social Trading ที่ให้คุณแอบส่องหรือก๊อปปี้สัดส่วนพอร์ตของเหล่านักลงทุนตัวท็อปได้ในคลิกเดียวด้วย ช่วยให้มือใหม่เติบโตไปพร้อมกับกลยุทธ์ของเซียนที่พิสูจน์มาแล้วว่า ทำกำไรได้จริง โดยที่เราไม่ต้องมานั่งเฝ้าจอเองให้เสียสุขภาพจิต

ข้อดีและข้อเสียของ Shrimpy

ข้อดี:

  • ใช้ง่าย สบายกระเป๋า: หน้าตาโปรแกรมออกแบบมาให้ดูง่าย ไม่ซับซ้อน มือใหม่เห็นแล้วไม่มึนแน่นอน แถมเขามีแผนพื้นฐานให้ลองใช้ ฟรี ด้วย
  • เซียนเรื่องปรับสมดุลพอร์ต: ถ้าพูดถึงเรื่องการทำ Rebalance อัตโนมัติ เจ้านี้ถือว่ายืนหนึ่งเลย เขาจะคอยดูแลให้สัดส่วนเหรียญในพอร์ตคุณเป๊ะตามแผนตลอดเวลาแบบไม่ต้องลงแรงเอง
  • ก๊อปปี้พอร์ตคนเก่ง: มีระบบ Social Trading ที่ให้เราเข้าไปส่องพอร์ตของนักเทรดระดับเทพๆ แล้วกดติดตามสัดส่วนตามเขาได้เลย ช่วยให้เราลงทุนแบบมีหลักการเหมือนมือโปรได้ง่ายๆ 

ข้อเสีย:

  • ไม่เหมาะกับสายซิ่ง: ถ้าคุณชอบเทรดไปเทรดมาเร็วๆ หรือเน้นทำกำไรรายวัน (Day Trade) ตัวนี้อาจจะไม่ตอบโจทย์ เพราะเขาเน้นวางแผนปรับสัดส่วนพอร์ตแบบนิ่งๆ มากกว่าเอาไปไล่กวดราคาตลาด
  • เชื่อมต่อได้ไม่เยอะ: เมื่อเทียบกับเจ้าอื่น Shrimpy ยังรองรับกระดานเทรด (Exchange) น้อยกว่าคู่แข่งไปนิด ถ้าคุณมีเหรียญกระจายอยู่ในเว็บเทรดที่ไม่ได้แมสมาก อาจจะเชื่อมต่อเพื่อจัดการทั้งหมดไม่ได้

กลยุทธ์การเทรด

กลยุทธ์ของ Shrimpy จะเน้นไปที่การบริหารพอร์ตให้โตแบบยั่งยืน ใครสายคุมความเสี่ยงต้องชอบแน่ๆ

Index Investing: คุณสามารถสร้าง “ดัชนีส่วนตัว” ขึ้นมาเองได้เลย เช่น อยากถือเหรียญสาย AI หรือสาย GameFi รวมกันไว้ บอทจะช่วยกระจายความเสี่ยงให้คุณถือสินทรัพย์หลายๆ ตัวพร้อมกันเหมือนมีกองทุนส่วนตัวเลย

Social Trading: ฟีเจอร์นี้ดีต่อใจมือใหม่มาก! เพราะคุณสามารถเข้าไปดูว่าคนเก่งๆ เขาถือเหรียญอะไรบ้าง แล้วกดก๊อปปี้สัดส่วนพอร์ตตามเขาได้ทันที ช่วยให้เราทำกำไรได้โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกเอง

Portfolio Rebalancing: อันนี้คือหัวใจหลักเลย บอทจะคอยปรับสมดุลพอร์ตให้เป๊ะตามเปอร์เซ็นต์ที่คุณตั้งไว้เสมอ (เช่น ถ้าเหรียญไหนราคาพุ่งจนสัดส่วนเกิน มันจะขายทำกำไรให้เอง แล้วเอาไปเติมเหรียญที่ราคายังไม่ขึ้น) ช่วยให้เราซื้อถูกขายแพงได้แบบอัตโนมัติ

DCA (ออมเหรียญอัตโนมัติ): สายเก็บออมต้องเลิฟ เพราะบอทจะช่วยทยอยซื้อเหรียญเข้าพอร์ตเป็นระยะตามเวลาที่คุณตั้งไว้ เพื่อรักษาพอร์ตให้โตตามเป้าหมายและสัดส่วนที่วางแผนไว้

ค่าตัวน้องบอท

  • Zero (ฟรี): แผนเริ่มต้นที่ใจดีสุดๆ ให้คุณเชื่อมต่อกระดานเทรด (Exchange) ได้ 1 แห่ง เพื่อให้บอทช่วย “จัดการพอร์ตอัตโนมัติ” ตามสไตล์คุณ เหมาะมากสำหรับใครที่มีพอร์ตหลักอยู่ที่เดียวและอยากลองระบบ Rebalancing 
  • Standard (ประมาณ 500 กว่าบาท/เดือน): ขยับมาเป็นสายโปรขึ้นอีกนิด แผนนี้คุณสามารถเชื่อมต่อได้หลายกระดานเทรดพร้อมกัน และมีหมัดเด็ดคือ Portfolio Stop-loss ระบบนี้จะคอยเฝ้ามูลค่าพอร์ตในภาพรวมให้คุณ ถ้าตลาดเกิดเทกระจาดจนมูลค่าพอร์ตลดลงถึงจุดอันตราย บอทจะรีบสั่งขายเปลี่ยนเป็น Stablecoin เพื่อรักษาเงินต้นให้คุณทันที อุ่นใจขึ้นเยอะ
  • Plus (ประมาณ 1,300 กว่าบาท/เดือน): ตัวท็อปสำหรับคนที่ต้องการความคล่องตัวสูงสุด แผนนี้ปลดล็อกขีดจำกัดต่างๆ ให้ใช้งานได้เต็มที่ และที่สำคัญคือได้สิทธิ์เข้าถึง API สำหรับใครที่อยากเชื่อมต่อ Shrimpy เข้ากับโปรแกรมหรือเครื่องมือวิเคราะห์ส่วนตัวภายนอก เพื่อสร้างระบบเทรดที่ล้ำไปอีกขั้น

ที่มา : nftplazas