เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์จาก Bitfinex กระดานเทรดคริปโตยักษ์ใหญ่ออกมาคาดการณ์ว่า การที่สหรัฐฯ เข้าควบคุมและเตรียมขุดเจาะแหล่งน้ำมันดิบในเวเนซุเอลาอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยกดต้นทุนค่าไฟฟ้าสำหรับการขุด Bitcoin ให้ต่ำลง ส่งผลให้อัตรากำไรของนักขุดทั่วโลกฟื้นตัวขึ้น ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังขยายวงกว้าง
จากรายงานระบุว่า ภายหลังจากปฏิบัติการจับกุมประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ผลักดันให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ นอกเหนือจาก Chevron ที่ดำเนินการอยู่แล้ว เตรียมพร้อมเข้าไปขุดเจาะน้ำมันดิบสำรองที่มีอยู่กว่า 3.03 แสนล้านบาร์เรล ในเวเนซุเอลา

นักวิเคราะห์ของ Bitfinex ชี้ว่า การแทรกแซงครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อเนื่องแบบทันทีต่อตลาดพลังงานโลก โดยระบุว่า “เพียงแค่สหรัฐฯ ดึงปริมาณน้ำมันสำรองออกมาใช้เพียงเศษเสี้ยวเดียว ก็เพียงพอที่จะกดราคาพลังงานลงได้อย่างมีนัยสำคัญ”
ในรายงานยังระบุอีกว่า “พลังงานที่ราคาถูกลงและมีปริมาณมหาศาล จะช่วยปลดล็อกยุคใหม่ของการขยายฐานการขุด โดยเฉพาะในภูมิภาคที่สามารถทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในระยะยาวได้”
สถานการณ์นี้เปรียบเสมือนการต่อลมหายใจให้กับนักขุด Bitcoin ที่กำลังถูกบีบจากรอบด้าน ทั้งราคา Bitcoin ที่ร่วงลงกว่า 25% จากจุดสูงสุด, ค่าความยากในการขุด (Difficulty) และต้นทุนค่าไฟที่พุ่งสูง
ล่าสุดราคาน้ำมันดิบอ้างอิงสหรัฐฯ ตอบรับข่าวด้วยการปรับตัวลงเหลือประมาณ 58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง -3% จากเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ซึ่งส่งผลดีต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าทันที
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไม่ควรมองโลกในแง่ดีจนเกินไป Matt Mena นักกลยุทธ์จาก 21Shares กล่าวเตือนว่า การฟื้นฟูเวเนซุเอลาจากที่เคยผลิตน้ำมันได้ระดับ 3.5 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งในปัจจุบันผลิตได้เพียง 1 ล้านบาร์เรล/วัน ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน
Matt Mena ระบุว่า “การเพิ่มกำลังการผลิตอย่างมีนัยสำคัญต้องใช้เวลาเป็นปี ไม่ใช่หลักเดือน” โดยคาดการณ์ว่า สหรัฐฯ อาจต้องใช้เวลาถึง 1 ทศวรรษ และเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อกู้สถานะ “มหาอำนาจการผลิตน้ำมัน” ของเวเนซุเอลาให้กลับคืนมา
ในขณะที่รายงาน Bitcoin มีการซื้อขายกันอยู่ที่ $93,603 เพิ่มขึ้น 0.82% ช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ตามข้อมูลจาก CoinMarketCap

ที่มา:cointelegraph

