ในงาน CES 2026 มหกรรมเทคโนโลยีระดับโลกซึ่งถูกจัดขึ้นที่ ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา วันที่ 6-9 มกราคมปีนี้ หนึ่งในบูธที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคงหนีไม่พ้น Superheat ที่ฉีกทุกกฎนวัตกรรมด้วยการจับคู่ “เครื่องทำน้ำอุ่น” และ “เครื่องขุด Bitcoin” ให้เป็นร่างเดียวกัน เปลี่ยนนิยามการใช้ไฟในบ้าน และอาจกลายเป็นทางเลือกใหม่ในการรับมือปัญหาพลังงานของโลกยุค AI บูม
หลักการทำงานซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Superheat คือ การจัดการ “ความร้อนเหลือทิ้ง” จากการใช้งานพลังประมวลผลอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นจากการขุดคริปโทฯ หรือการเทรนโมเดล AI ซึ่งในศูนย์ข้อมูล Data Center ต้นทุนด้านความร้อนและระบบระบายความร้อนถือเป็น ค่าใช้จ่ายที่สูงเป็นอันดับต้นๆ เลยทีเดียว
บริษัทจึงตั้งโจทย์ง่ายๆ ว่า หากความร้อนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำไมไม่เปลี่ยนมันให้กลายเป็นประโยชน์แทนที่จะปล่อยให้มันเสียไปแบบสูญเปล่า
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เบื้องหลังความฉลาดของ AI และความปลอดภัยของโลกคริปโทฯ คือ การประมวลผลมหาศาลที่แลกมาด้วย “ความร้อน” จน Data Center ทั่วโลกต้องผลาญพลังงานไปกับระบบหล่อเย็นเพื่อไม่ให้เครื่องน็อก
โมเดลธุรกิจ อาบน้ำอุ่นฟรี แถมมีรายได้ ?
พระเอกของงานคือ Superheat รุ่น H1 ที่ออกแบบมาสำหรับบ้านพักอาศัย โดยฝังชิปขุด Bitcoin เฉพาะทาง ( ASIC) ไว้บนถังเก็บน้ำร้อนขนาด 50 แกลลอน แม้ราคาเปิดตัวจะอยู่ที่ราว 2,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 60,000 บาท ซึ่งแพงกว่าเครื่องปกติ แต่บริษัทเคลมว่า “ผลตอบแทนจากการขุด” จะช่วยชดเชยค่าไฟส่วนที่ใช้ทำน้ำอุ่นได้เกือบทั้งหมด

ในวันที่ราคา Bitcoin ยืนเหนือระดับ 90,000 ดอลลาร์ การเปลี่ยนกระแสไฟให้กลายเป็น Hashrate เพื่อลุ้นรางวัลจากการขุด Bitcoin ย่อมคุ้มค่ากว่าการปล่อยให้ไฟฟ้ากลายเป็นความร้อนเหลือทิ้งที่ไร้ค่า
แม้ฟังก์ชันที่เป็นจุดขายของ Superheat ในช่วงเปิดตัว จะเป็นการขุด Bitcoin แต่ Julie Xu หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของ Superheat มองเกมยาวกว่านั้น เธอเผยเป้าหมายสูงสุดคือ การสร้างเครือข่ายแบบกระจายศูนย์ (Distributed Networks) ที่เชื่อมเครื่องทำน้ำอุ่นนับพันเครื่องเข้าด้วยกัน ให้ทำงานเสมือน Data Center ขนาดยักษ์
ในอนาคตบริษัท AI อาจเป็นฝ่ายจ่ายเงินจ้างคุณ เพื่อขอใช้พลังประมวลผลจากเครื่องทำน้ำอุ่นที่บ้านสำหรับงาน AI Inference หรือระบบ Cloud เปลี่ยนบ้านธรรมดาให้กลายเป็น “โรงไฟฟ้าแบบเสมือน” (Virtual Power Plant) ที่ช่วยลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานไอที และทำให้ผู้ใช้งานกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่
ที่มา:cnet

