เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจและผู้บริหารหน่วยงานการเงินชุดใหญ่ ทั้งแบงก์ชาติ, ก.ล.ต., ปปง. และสมาคมธนาคารไทย ได้นัดประชุมด่วน ครั้งที่ 1/2569 เพื่อเดินหน้าโปรเจกต์ “Data Bureau” ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางเชื่อมข้อมูลธุรกรรมทางการเงินแบบครบวงจร ตั้งแต่เงินสด บัญชีธนาคาร ไปจนถึงคริปโตเคอร์เรนซีและทองคำ เพื่อไล่บี้กลุ่มฟอกเงิน และขบวนการอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่นับวันจะฉลาดและซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ
เหตุผลที่รัฐบาลต้องลุกขึ้นมาดำเนินการเรื่องนี้ เพราะปัจจุบันมิจฉาชีพและกลุ่มทุนสีเทาหันไปใช้ช่องทางใหม่อย่าง เหรียญ USDT ซึ่งคิดเป็นมูลค่าซื้อขายสูงถึง 52% ของตลาดคริปโตไทย รวมถึงการซื้อขาย ทองคำออนไลน์ และบัญชีเงินบาทนอกประเทศในการโยกย้ายเงินผิดกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ต่างคนต่างคุม ทำให้เห็นภาพไม่ชัด และตามจับตัวการยาก จนส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นและเสถียรภาพค่าเงินบาท
ในที่ประชุมจึงชูแนวคิด “Connect The Dots” หรือการเชื่อมโยงข้อมูล 3 มิติ คือ
(1) ตรวจสอบตัวตนที่แท้จริง Profile ผ่านการยืนยันตัวตน และทำ Customer Profiling เพื่อดูความสอดคล้องของตัวตน
(2) ตามดูพฤติกรรมที่ผิดปกติ Behavior เป็นการติดตามพฤติกรรมการทำธุรกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูความสอดคล้องของพฤติกรรม เมื่อเทียบกับตัวตน
(3) เช็กที่มาที่ไปของเงิน Inflow / Outflow โดยต้องมีการระบุแหล่งที่มา และปลายทางของเงิน และสินทรัพย์ให้ชัดเจน
Data Bureau จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการและเชื่อมโยงฐานข้อมูลธุรกรรมทางการเงินในระบบเศรษฐกิจ ได้แก่ ธุรกรรมการโอนเงินผ่านสถาบันการเงิน, บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet), การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ, สินทรัพย์ดิจิทัล, ทองคำ, ตลาดทุน ตลอดจนสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ
ในการนี้ ที่ประชุมได้มีมติมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณากำหนดมาตรการเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการกำกับดูแล และดำเนินการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลธุรกรรมทางการเงินให้มีความครอบคลุมและครบถ้วนสมบูรณ์ โดยให้ดำเนินการภายใต้กรอบอำนาจของกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน
ในส่วนของการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะเร่งดำเนินบทบาทเชิงรุกในการเป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลธุรกรรมทองคำที่เกิดขึ้นจริง โดยพิจารณาปรับลดวงเงินการรายงานธุรกรรมของร้านค้าทองคำให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่แท้จริง
ควบคู่ไปกับการดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้ร้านค้าทองคำต้องรายงานข้อมูลรายธุรกรรมและรูปแบบการชำระเงินอย่างละเอียด พร้อมทั้งพิจารณากำหนดเงื่อนไขสำหรับการดำเนินธุรกรรมซื้อขายทองคำแบบออนไลน์ในสกุลเงินบาท
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะพิจารณากำหนดมาตรการให้ผู้ให้บริการซื้อขายทองคำแบบ Online Gold นำส่งข้อมูลธุรกรรมเพื่อการตรวจสอบ และพิจารณาแนวทางการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะหรือภาษีประเภทอื่น ๆ จากผู้ซื้อขายที่มีมูลค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
ด้านการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงาน ปปง. เพื่อผลักดันให้เกิดการบังคับใช้หลักเกณฑ์การระบุชื่อผู้รับและผู้โอน (Travel Rule) อย่างเคร่งครัด สำหรับใช้ในการจัดเก็บข้อมูลและติดตามธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่ดำเนินการผ่านผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแล
โดยในระหว่างที่สำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อตรากฎเกณฑ์ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินนั้น สำนักงาน ก.ล.ต. จะดำเนินการออกแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อให้มีมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ชัดเจนและรวดเร็ว
ในการนี้ นายกฯ อนุทินยังได้ฝากเน้นย้ำทิ้งท้ายว่า ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบหันมาจับมือประสานงานกันอย่างจริงจังในทุกระดับ โดยใช้กฎหมายที่มีอยู่จัดการให้เต็มที่ เพื่อให้ระบบนี้เกิดขึ้นได้จริงโดยเร็วที่สุด
พร้อมระบุว่า การทำแบบนี้ “ไม่ได้ต้องการไปยุ่ง หรือเพิ่มภาระให้คนทำมาหากินสุจริต” แต่เป็นการกวาดล้างมิจฉาชีพ และสร้างความโปร่งใสให้ระบบการเงินไทย เพื่อสร้างความอุ่นใจแก่ประชาชนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนชาวต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย
ที่มา : thaipublica

