ปรากฏการณ์ “ซัพพลายช็อก” (Supply Shock) ของ Bitcoin กำลังเกิดขึ้นอย่างรุนแรง เมื่อข้อมูลล่าสุดจาก Glassnode ระบุว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัททั่วโลกได้พากันกวาดซื้อ Bitcoin เก็บเป็นเงินสำรอง ในอัตราที่เร็วกว่าที่ขุดใหม่ได้ถึง 3 เท่า
โดยกลุ่มบริษัทจดทะเบียนเหล่านี้ มียอดถือครอง Bitcoin พุ่งจาก 854,000 BTC ไปเป็น 1.11 ล้าน BTC หรือเพิ่มขึ้นกว่า 260,000 BTC มูลค่าราว 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้ว มีการดูดเหรียญ Bitcoin ออกจากตลาดเดือนละ 43,000 BTC
ในขณะที่นักขุดทั่วโลก สามารถขุดเหรียญ Bitcoin ใหม่ได้เพียงเดือนละ ประมาณ 82,000 BTC เท่านั้น

“ยอดเงินในกระเป๋า Bitcoin DAT พุ่งขึ้นถึง 30% ภายใน 6 เดือน (ข้อมูลจาก Glassnode)”
ซึ่งสภาวะที่ความต้องการ Bitcoin จากสถาบันสูงกว่ากำลังการผลิตมหาศาลเช่นนี้ คือ สัญญาณว่า สินค้าในตลาดกำลังจะขาดแคลน และพร้อมจะผลักดันราคา Bitcoin ให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในบรรดาบริษัททั่วโลกที่ถือครอง Bitcoin เป็นคลังสำรองนั้น บริษัท Strategy ที่นำโดย Michael Saylor ครองส่วนแบ่งใหญ่ที่สุด โดยถือครอง Bitcoin สูงถึง 687,410 BTC ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 60% ของจำนวนเหรียญทั้งหมดที่บริษัทจดทะเบียนทั่วโลกถือรวมกัน ประมาณ 1.2 ล้าน BTC)
ซึ่งมูลค่าพอร์ตของบริษัท Strategy ในขณะนี้ พุ่งสูงถึง 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และที่น่าสนใจคือ บริษัท Strategy ยังไม่หยุดซื้อ Bitcoin
ล่าสุดในช่วงวันที่ 5–11 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา Strategy เพิ่งกวาดซื้อเพิ่มอีก 13,627 BTC ซึ่งถือเป็นดีลการซื้อที่ใหญ่ที่สุดในรอบครึ่งปี
ในขณะที่อันดับ 2 อย่าง MARA Holdings แม้จะเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการขุดเหรียญ Bitcoin แต่ก็มีเหรียญ Bitcoin ในคลังราว 53,250 BTC มูลค่าราว $5,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งน้อยกว่าพอร์ตของ Saylor ถึง 12 เท่า
ภาพใหญ่ที่น่าจับตามองและอาจสร้างความสั่นสะเทือนให้ตลาดได้มากที่สุด คือภาวะที่ Bitcoin กำลังถูกรุมล้อมด้วย “แรงดูด 3 ทาง” พร้อมกัน ทั้งจากกลุ่มบริษัทเอกชนที่ใช้เป็นคลังสำรอง , กองทุน ETF ที่กวาดซื้อให้ลูกค้ารายใหญ่ และเหล่านักลงทุนสถาบันที่ทยอยเข้าสะสมอย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่ฝั่งซัพพลายกลับสวนทาง เพราะปัจจุบันมี Bitcoin ถูกขุดออกมาใหม่เพียงแค่ 450 BTC ต่อวันเท่านั้น หากแรงซื้อมหาศาลจากทั้งสามทางยังคงอยู่ในระดับนี้ ในขณะที่ ” เจ้ามือรุ่นเก่า” เริ่มหมดของที่จะขาย ตลาดจะเข้าสู่สภาวะ “Supply Squeeze” หรือการบีบคั้นของซัพพลายอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จเดียวกับที่เคยทำให้หุ้นและทองคำพุ่งทะยานมาแล้ว
และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ราคา Bitcoin วิ่งขึ้นเป็นเส้นแนวตั้งหรือ “พาราโบลา” ตามที่ Michael Saylor และ Bitwise ได้คาดการณ์ไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่มา : cointelegraph

