เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ที่ผ่านมา (ตามเวลาไทย) วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ เปิดเผยรายละเอียดร่างกฎหมายคริปโทฯ ฉบับแก้ไขล่าสุด เพื่อวางกรอบการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลและการจัดประเภทโทเคนอย่างเป็นทางการ โดยเสนอในฐานะการแก้ไขเพิ่มเติมของร่างกฎหมาย H.R. 3633 ภายใต้ชื่อ “Digital Asset Market Clarity Act”
สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ การโอนอำนาจกำกับดูแลการซื้อขายคริปโทฯ ในตลาดสปอตไปยังคณะกรรมาธิการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์(CFTC) พร้อมขีดเส้นแบ่งอำนาจกับ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) อย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่อุตสาหกรรมคริปโทฯ เรียกร้องมาอย่างยาวนาน เพื่อยุติความความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ
ส่วนประเด็น Stablecoin ซึ่งถกเถียงกันมานาน ถูกกำหนดกรอบการดำเนินงานให้ชัดเจนขึ้น โดยร่างกฎหมายห้ามการจ่ายดอกเบี้ยจากการถือครอง Stablecoin โดยตรง แต่ยังเปิดทางให้มี “รางวัล” (Reward) ที่เชื่อมโยงกับการใช้งานจริงได้ เช่น การชำระเงินหรือโปรแกรมสะสมแต้ม
ฝ่ายผู้สนับสนุนระบุว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะช่วยลดความสับสน เพิ่มความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนสถาบัน เพื่อดึงเงินลงทุนระยะยาวเข้าสู่สินทรัพย์หลักอย่าง Bitcoin และ Ethereum แม้ว่าสภาผู้แทนราษฎรจะผ่านร่างกฎหมายคริปโทฯ ไปก่อนแล้ว แต่ในวุฒิสภายังมีความเห็นแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
ปฏิกิริยาจากวงการต่าง ๆ ยังคงแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝ่ายสนับสนุนมองว่า กฎหมายจะช่วยสร้างเสถียรภาพให้ตลาด ขณะที่บริษัทคริปโทฯ เตือนว่า หากยังไม่มีกรอบกฎหมายระดับรัฐบาลกลาง จะต้องเผชิญแนวทางกำกับดูแลที่ผันผวนตามการเมือง
ด้านของกลุ่มธนาคารแบบดั้งเดิมยังคงกังวลต่อเสถียรภาพทางการเงิน และเรียกร้องให้ทบทวนความสอดคล้องกับกฎหมาย Stablecoin ปี 2025
ขณะเดียวกัน วุฒิสมาชิก Elizabeth Warren ออกมาเตือนถึงการลดบทบาทของ SEC และความเสี่ยงจาก “ช่องโหว่ด้าน Tokenization” ที่อาจกระทบต่อกองทุนเกษียณอายุ โดยชี้ว่ารายละเอียดบางส่วนของการกำกับดูแลยังขาดความชัดเจน
ทั้งนี้ เส้นทางของร่างกฎหมายยังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 หากได้รับการโหวตผ่านได้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการกำกับดูแลคริปโทฯ ในสหรัฐฯ แต่หากสะดุด ตลาดจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบต่อไป
ที่มา:prismedia

