<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

เงินเฟ้อสหรัฐฯไม่ยอมลง! ค้างเติ่ง 2.7% คนอเมริกันกระเป๋าฉีก-ราคาอาหารดันค่าครองชีพพุ่งสูง

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

การต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาดูเหมือนจะเริ่มสะดุดลงในช่วงเดือนสุดท้ายของปี 2025 เมื่อตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ประจำเดือนธันวาคมปรับตัวขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทรงตัวเท่ากับเดือนก่อนและเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

แม้ตัวเลขจะดูเหมือนนิ่ง แต่ไส้ในกลับสะท้อนให้เห็นแรงกดดันมหาศาลจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น โดยเฉพาะค่าอาหาร การรับประทานอาหารนอกบ้าน ก๊าซหุงต้ม และเสื้อผ้า ที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นจนน่ากังวล

ภาษีทรัมป์และผลกระทบที่ซ่อนอยู่

Mark Zandi หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Moody’s ให้ความเห็นว่าระดับเงินเฟ้อในปัจจุบันยังคงอยู่ในจุดที่สูงจนน่าอึดอัด โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นพื้นฐาน ปัจจัยหลักที่ดันให้เงินเฟ้อไม่ยอมลงคือมาตรการกำแพงภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเปรียบเสมือนการเก็บภาษีสินค้านำเข้าที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ

แม้ว่าการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคจะน้อยกว่าที่คาดไว้เนื่องจากภาคธุรกิจยอมลดกำไรลงเพื่อรักษาฐานลูกค้า แต่ Zandi ประเมินว่าหากไม่มีกำแพงภาษีเหล่านี้ เงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% ของเฟดไปแล้ว

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องข้อมูลที่บิดเบือนจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล (Government Shutdown) นานกว่าเดือนในช่วงตุลาคมถึงพฤศจิกายน ทำให้ขาดข้อมูลราคาที่แท้จริง ซึ่งหากนับรวมข้อมูลส่วนนี้ อัตราเงินเฟ้อที่แท้จริงอาจพุ่งสูงถึง 3%

วิกฤตค่าครองชีพ อาหารและพลังงานแพงหูฉี่

ประเด็นเรื่องปากท้องยังคงเป็นปัญหาใหญ่ เมื่อเจาะลึกในรายละเอียดพบว่าราคาอาหารทั้งในซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารต่างปรับตัวขึ้นถึง 0.7% ในเดือนเดียว

โดยมีสินค้าบางรายการที่ราคาพุ่งแรงอย่างน่าตกใจ เช่น กาแฟที่แพงขึ้นถึง 20% และเนื้อวัวที่พุ่งขึ้น 16% ในรอบปีเนื่องจากปัญหาด้านอุปทาน

ด้านพลังงานก็หนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน โดยค่าบริการก๊าซหุงต้มพุ่งขึ้น 4.4% ในเดือนเดียวและสูงขึ้นถึง 11% เมื่อเทียบรายปี

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ยังมองโลกในแง่ดีว่าทิศทางเงินเฟ้อจะค่อยๆ ชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยมีภาคอสังหาริมทรัพย์และค่าเช่าที่เติบโตต่ำเป็นตัวช่วยถ่วงน้ำหนัก ซึ่งจะเปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด สามารถคงอัตราดอกเบี้ยเพื่อรอดูสถานการณ์ และพร้อมที่จะขยับตัวหากตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณแย่ลง

ที่มา: CNBC