(15 ม.ค. 2026) – สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทั่วโลกจับตามองด้วยความกังวลเริ่มมีสัญญาณคลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสารทางการทูตโดยตรงถึงรัฐบาลอิหร่าน ยืนยันชัดเจนว่าสหรัฐฯ “ไม่ต้องการทำสงคราม” และจะไม่มีปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านตามที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ ข้อมูลดังกล่าวได้รับการเปิดเผยโดยเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสื่อสารครั้งสำคัญนี้ โดยข้อความดังกล่าวเปรียบเสมือนการดึงฟิวส์ระเบิดออกก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามจนเกินควบคุม
แม้จะเป็นการส่งสัญญาณสงบศึก แต่สารจากทำเนียบขาวยังแฝงไปด้วยเงื่อนไขที่ชัดเจน โดยทรัมป์ได้ขอความร่วมมือให้รัฐบาลเตหะรานระงับการกำหนดเป้าหมายโจมตีสินทรัพย์หรือฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาค เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่สหรัฐฯ จะไม่ใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซง นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ปรับเปลี่ยนน้ำเสียงและท่าทีให้แข็งกร้าวน้อยลง โดยให้เหตุผลว่าเขารับทราบถึงสถานการณ์ความรุนแรงจากการปราบปรามผู้ประท้วงในอิหร่านที่เริ่มชะลอตัวลงแล้ว ซึ่งต่างจากช่วงต้นเดือนมกราคมที่เขาเคยขู่ว่าจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดหากมีการทำร้ายประชาชน
การเปลี่ยนท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ส่งผลกระทบเชิงบวกในทันทีต่อสถานการณ์ภายในของอิหร่าน มีรายงานว่าแผนการประหารชีวิตผู้ประท้วงบางส่วนได้ถูกระงับลงชั่วคราวเพื่อตอบรับต่อบรรยากาศการเจรจา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติได้ดิ่งลงเหวตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2026 จนถึงขั้นที่สหรัฐฯ ต้องสั่งถอนกำลังเจ้าหน้าที่ออกจากฐานทัพบางแห่งในภูมิภาคเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกตอบโต้ ซึ่งสร้างความหวาดหวั่นให้กับนานาชาติว่าจะเกิดสงครามครั้งใหม่
ปฏิกิริยาตอบรับจากตลาดการเงินและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกเป็นไปในทิศทางที่ผ่อนคลายลงทันที ราคาน้ำมันดิบที่เคยพุ่งสูงจากความกังวลเรื่องอุปทานเริ่มปรับตัวลดลง ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มคลายความกังวลเรื่องความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) อย่างไรก็ตาม นักลงทุนบางส่วนยังคงจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากความผันผวนของนโยบายต่างประเทศในยุคของทรัมป์นั้นเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก และข้อตกลงปากเปล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อหากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
ท้ายที่สุด แม้สถานการณ์ในระยะสั้นจะดูสงบลง แต่นักวิเคราะห์ความมั่นคงและผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางยังคงแสดงความกังขาต่อความยั่งยืนของการ “พักรบ” ในครั้งนี้ หลายฝ่ายมองว่านี่อาจเป็นเพียงกลยุทธ์ซื้อเวลาของทั้งสองฝ่ายเพื่อจัดระเบียบอำนาจต่อรองใหม่ หรือเป็นเพียงการหลีกเลี่ยงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นหากสงครามปะทุขึ้นจริง ดังนั้น ประชาคมโลกยังคงต้องเฝ้าระวังต่อไปว่า ท่าทีที่เป็นมิตรนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพที่แท้จริง หรือเป็นเพียงความสงบก่อนพายุใหญ่จะมาเยือนอีกครั้ง
ที่มา: @DeItaone

