ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อน ในวันที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดี เขาได้ทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้กับชาวคริปโตทันที ด้วยการเปลี่ยนตัวประธาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (SEC) โดย Gary Gensler ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ ในวันแรกที่โดนัลด์ ทรัมป์ทรัมป์ เข้ารับหน้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ
ซึ่งตลอดช่วงที่ Gary Gensler ดำรงตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ Gary Gensler ถูกอุตสาหกรรมคริปโตวิจารณ์อย่างหนัก จากแนวทางที่เข้มงวดและเน้นการบังคับใช้กฎหมายเป็นหลัก จนทำให้ยักษ์ใหญ่อย่าง Ripple ต้องทุ่มเงินมหาศาลสนับสนุนฝั่งการเมืองที่มีจุดยืนเป็นมิตรกับคริปโต พร้อมต่อต้านผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับอุตสาหกรรมนี้ เพื่อคานอำนาจ
ทันทีที่ Gensler ลาออก ทรัมป์ก็ได้ตั้ง Mark Uyeda ขึ้นมาคุมบังเหียนกรรมาธิการ SEC เป็นประธานรักษาการแทน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ท่าทีของหน่วยงานรัฐบาล “กลับทิศ” ทันที โดยมีการสั่งยุติคดีฟ้องร้องที่ค้างคามาหลายปี พร้อมปรับเปลี่ยนทีมบริหารใหม่ทั้งหมด ให้สนับสนุนธุรกิจและเป็นมิตรกับสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น
หลังจากการเปลี่ยนขั้วอำนาจใน SEC ในยุคของ Mark Uyeda และ Paul Atkins ก็กลายเป็นช่วงเวลาแห่งการ “ล้างไพ่” คดีคริปโตอย่างแท้จริง
โดยเริ่มต้นจากการยกเลิกคดีแพ่งกับ Coinbase ในเดือนกุมภาพันธ์ ตามมาด้วยการยุติการสอบสวนยักษ์ใหญ่อย่าง Robinhood Crypto และ Uniswap Labs แบบติด ๆ กัน จุดพีคที่สุดคือ ในเดือนมีนาคม เมื่อ Brad Garlinghouse ซีอีโอ Ripple ประกาศว่า SEC จะถอนอุทธรณ์คดีที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของวงการ
หลังจากนั้น การยกเลิกคดีและการสอบสวนก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจาก Paul Atkins ได้รับการยืนยันจากวุฒิสภาให้เป็นประธาน SEC อย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน
อย่างไรก็ตาม ท่าทีที่ผ่อนปรนแบบผิดหูผิดตานี้ ได้นำมาซึ่งคำถามจากสภาคองเกรสว่ามีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เนื่องจากครอบครัวของทรัมป์เองก็ทำกำไรมหาศาลกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ จากธุรกิจคริปโตส่วนตัว ทั้งจากโปรเจกต์ World Liberty Financial, เหรียญมีม Official Trump และธุรกิจเหมืองขุดบิทคอยน์ที่ชื่อ American Bitcoin ในช่วงเวลาเดียวกัน
ซึ่งตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา SEC ได้พยายามเปิดเวทีเสวนา เพื่อดึงผู้เชี่ยวชาญมาร่วมวางแนวทางกำกับดูแลคริปโตในหลายมิติ ทั้งเรื่องความเป็นส่วนตัว, การเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัล, และเรื่อง DeFi เพื่อหาข้อสรุปว่า กฎหมายหลักทรัพย์แบบเดิมควรนำมาใช้กับโลกคริปโตนี้อย่างไร
แต่ประเด็นที่คุยกันทั้งหมดนี้ อาจจะกลายเป็นเรื่องล้าสมัยทันที หากสภาคองเกรสผลักดันกฎหมายฉบับใหม่ที่ชื่อว่า CLARITY Act ได้สำเร็จ เพราะกฎหมายนี้จะเข้ามา “ขีดเส้นแบ่งอำนาจ” ของหน่วยงานรัฐให้ชัดเจนไปเลยว่า ใครมีหน้าที่คุมอะไร
อย่างไรก็ตาม แม้ร่างกฎหมายนี้จะผ่านสภาผู้แทนฯ มาได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่ปัจจุบันสถานการณ์กลับเริ่มไม่แน่นอน ต้องรอการพิจารณา และถูกเลื่อนออกไปในชั้นวุฒิสภา หลังจากที่ Brian Armstrong ซีอีโอของ Coinbase ตัดสินใจถอนการสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทิศทางของกฎหมายคริปโตฉบับนี้อย่างมาก
ตอนนี้โครงสร้างของ SEC สหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าสู่ยุค “สีเดียว” อย่างเต็มตัว หลังจากที่กรรมาธิการฝั่งเดโมแครตทยอยลาออกกันไปหมด เริ่มตั้งแต่ Gary Gensler และ Jaime Lizárraga ที่โบกมือลาไปพร้อมกับการขึ้นรับตำแหน่งของทรัมป์ในปี 2025 ทิ้งให้ Caroline Crenshaw เป็นกรรมาธิการสายเดโมแครตเพียงคนเดียวที่คอยคัดค้านนโยบายโปรคริปโต
จนกระทั่งล่าสุดในเดือนมกราคม 2026 Caroline Crenshawก็ได้ตัดสินใจลาออกหลังทำงานเกินวาระมานานถึง 18 เดือน ส่งผลให้ตอนนี้ SEC ตกอยู่ในอำนาจของฝั่งรีพับลิกันแบบเบ็ดเสร็จ โดยที่ทรัมป์ยังไม่มีทีท่าจะแต่งตั้งใครมาแทน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างสองพรรค
ส่วนทางด้าน Gensler อดีตประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ ก็ได้กลับไปสวมวิญญาณศาสตราจารย์ที่ MIT อีกครั้ง แต่ก็ยังไม่วายส่งเสียงเตือนผ่านสื่อเป็นระยะว่า Bitcoin ยังคงเป็นเพียง “สินทรัพย์เก็งกำไร” ที่น่ากังวลเหมือนเดิม
ที่มา : cointelegraph

