ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อห้ามการเข้าซื้อบ้านเดี่ยวของนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่จากวอลล์สตรีท โดยมีเป้าหมายลดการแข่งขันกับผู้ซื้อรายย่อย และกดดันให้ราคาที่อยู่อาศัยกลับมาอยู่ในระดับที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้มากขึ้น
ในคำสั่งดังกล่าว ทรัมป์ระบุชัดเจนว่า บ้านเดี่ยวควรถูกสงวนไว้สำหรับครอบครัวชาวอเมริกัน ไม่ใช่กลายเป็นสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไรของกลุ่มทุนรายใหญ่ พร้อมย้ำว่าการขยายโอกาสในการเป็นเจ้าของบ้านคือหนึ่งในภารกิจหลักของรัฐบาลชุดนี้
มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งสภาคองเกรสปีนี้ หลังราคาที่อยู่อาศัยและค่าครองชีพพุ่งสูงต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์เพิ่งสั่งให้แฟนนี เม และเฟรดดี แมค เข้าซื้อพันธบัตรจำนองมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อลดต้นทุนด้านที่อยู่อาศัยและพยุงกำลังซื้อของประชาชน
คำสั่งฝ่ายบริหารยังสั่งการให้หน่วยงานรัฐส่งเสริมการขายบ้านให้ผู้ซื้อรายย่อย จำกัดโครงการรัฐบาลที่เอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุนวอลล์สตรีท และเพิ่มการตรวจสอบการเข้าซื้อกิจการของนักลงทุนรายใหญ่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และ FTC จะเข้ามาตรวจสอบพฤติกรรมที่อาจบิดเบือนการแข่งขันในตลาดบ้านเดี่ยวให้เช่าอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเปิดทางให้บุคคลทั่วไปและนักลงทุนที่ไม่ใช่สถาบันมีสิทธิเข้าซื้อทรัพย์สินที่ถูกยึดก่อน พร้อมเตรียมผลักดันมาตรการดังกล่าวให้เป็นนโยบายถาวรในอนาคต
ข้อมูลจาก GAO ระบุว่า ภายในกลางปี 2022 นักลงทุนสถาบันถือครองบ้านเดี่ยวราว 450,000 หลัง หรือประมาณ 3% ของบ้านเดี่ยวให้เช่าทั้งหมดในสหรัฐฯ โดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่อย่าง Blackstone และ American Homes 4 Rent เข้ากว้านซื้อบ้านจำนวนมากนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2008
นักวิเคราะห์มองว่า คำสั่งบริหารครั้งนี้ถือเป็นการเผชิญหน้าโดยตรงกับกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ และสะท้อนสัญญาณเชิงนโยบายที่ชัดเจนว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังพยายามดึงตลาดที่อยู่อาศัยกลับมาอยู่ฝั่งผู้ซื้อบ้านตัวจริง มากกว่านักลงทุนในระยะถัดไป
ที่มา:reuters

