ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีต้องเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนักในช่วงดึกวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จนมูลค่าหายไปกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าสหรัฐฯ อาจเกิดภาวะ Government Shutdown หรือการปิดหน่วยงานรัฐอีกครั้ง
โดยมีชนวนเหตุมาจากความขัดแย้งในวุฒิสภา หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่รัฐยิงพลเมืองเสียชีวิตที่เมืองมินนีแอโพลิส ส่งผลให้ ชัค ชูเมอร์ จากฝั่งเดโมแครต ประกาศกร้าวว่า จะโหวตคว่ำร่างงบประมาณทันที หากยังมีการจัดสรรเงินให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ซึ่งดูแลหน่วยงาน ICE
ชัค ชูเมอร์ ระบุว่า ร่างงบนี้ไม่มีมาตรการควบคุมการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ที่เพียงพอ และตำหนิฝั่งรีพับลิกันที่ไม่กล้าคัดค้านประธานาธิบดีทรัมป์ จนกลายเป็นทางตันทางการเมือง ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
ข้อมูลจาก TradingView เผยให้เห็นว่า มูลค่าตลาดรวมหายไปถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ โดยลดลงจาก 2.97 ล้านล้านดอลลาร์ เหลือ 2.87 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในเวลาเพียง 6 ชั่วโมงครึ่ง ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
โดยเหรียญ Altcoins ได้รับผลกระทบหนักกว่าบิตคอยน์อย่างเห็นได้ชัด ความผันผวนครั้งนี้ยังส่งผลให้เหล่านักเทรดสาย Leverage ต้องพบกับฝันร้าย เมื่อพอร์ตการลงทุนถูกล้างไปรวมกว่า 360 ล้านดอลลาร์ ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งในจำนวนนี้เป็น ฝั่ง Position Long ที่โดนล้างพอร์ตไปมูลค่าถึง 324 ล้านดอลลาร์
ความเชื่อมั่นของตลาดต่อสถานการณ์การเมืองสหรัฐฯ กำลังดิ่งลงอย่างหนัก โดยแพลตฟอร์มพยากรณ์ระดับโลกอย่าง Kalshi และ Polymarket ต่างรายงานตัวเลขที่สอดคล้องกันว่า โอกาสที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะเข้าสู่สภาวะ Shutdown ภายในวันเสาร์ที่ 31 มกราคมนี้ พุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 80% แล้ว

โอกาสที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะปิดทำการภายในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม อยู่ที่ 80% แหล่งที่มา: Polymarket
โดยเฉพาะบน Kalshi ที่ตัวเลขดีดตัวขึ้นอย่างรุนแรงจากเดิมที่มีโอกาสไม่ถึง 10% เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน ก็พุ่งพรวดขึ้นมาที่ 78.6% ในเวลาอันสั้น
สถานการณ์ความตึงเครียดด้าน ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ก็กลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมที่โหมกระพือความกลัวในตลาดให้รุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ดุดันของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่เพิ่งออกมาขู่จะขึ้น ภาษีนำเข้าจากแคนาดาสูงถึง 100% หากแคนาดายังเดินหน้าทำข้อตกลงทางการค้ากับจีน ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณสงครามการค้า ที่อาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
นอกจากนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังกลับมาตึงเครียดถึงขีดสุด หลังสหรัฐฯ ตัดสินใจส่งเรือรบเข้าสู่พื้นที่ เพื่อคานอำนาจกับอิหร่าน
ความเสี่ยงจากทั้งสงครามการค้า และโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งทางทหาร ทำให้กลุ่มนักลงทุนเลือกที่จะเทขายสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต เพื่อลดความไม่แน่นอนในพอร์ตการลงทุน
ซึ่งบทเรียนจากการเกิด Government Shutdown ครั้งล่าสุดที่มีระยะเวลายาวนานถึง 43 วัน ยังคงเป็นภาพจำที่เจ็บปวดสำหรับนักลงทุน เพราะในช่วงนั้นราคาบิตคอยน์ดิ่งลงอย่างรุนแรงจากจุดสูงสุดที่ $126,080 ลงมาต่ำกว่า $100,000 ซึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการเมืองในวอชิงตัน และเหตุการณ์ “Crypto Crash” เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่ถูกซ้ำเติมด้วยการขู่ขึ้นภาษีจีนของทรัมป์

การเปลี่ยนแปลงราคาของ Bitcoin ในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ ปิดทำการครั้งล่าสุด แหล่งที่มา: CoinGecko
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทองคำ กลับทำผลงานได้ดีกว่าบิตคอยน์อย่างเห็นได้ชัด สะท้อนให้เห็นว่าในยามที่โลกเผชิญความผันผวนทางการเมืองสูง นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงเลือกซบสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิมมากกว่า
ที่มา : cointelegraph

