<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

แบงก์ชาติสั่งเบรก! คุมเข้มแอปเทรดทอง ซื้อ-ขายไม่เกิน 50 ล้าน/วัน สกัดบาทแข็ง ปิดฟอกเงิน

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

แบงก์ชาติเดินเกมแรง เข้าชาร์จตลาดทองคำออนไลน์แบบตรงจุด เมื่อ “ค่าเงินบาท” และ “เส้นทางเงินผิดปกติ” กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบการเงินไทย 

ล่าสุดนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาเปิดรายละเอียดชัดเจนในงาน “Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย” ที่จัดโดยสำนักข่าวมติชน ว่า หลังจากกระทรวงการคลังได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา ให้ ธปท. มีอำนาจตรวจสอบธุรกรรมทองคำอย่างเป็นทางการ ธปท. ก็เดินหน้าทันทีด้วยการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติด้านการแลกเปลี่ยนเงิน โดยเฉพาะการซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งกระบวนการ การรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียดังกล่าวได้สิ้นสุดลงไปแล้วเมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา และจากนี้ ธปท. เตรียมออกประกาศเจ้าพนักงานจำนวน 2 ฉบับ ภายในเดือนมกราคมนี้ โดยจะทยอยออกเป็น 2 ระยะ

ระยะแรก เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 เป็นประกาศเรื่อง “การรายงานข้อมูลธุรกรรมทองคำ” ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่มีการซื้อหรือขายทองคำในมูลค่าสูง ตั้งแต่ระดับ 20–50 ล้านบาท หรือมากกว่านั้น ต้องมีการส่งข้อมูลธุรกรรมให้ ธปท. ตรวจสอบ เนื่องจากธุรกรรมเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อค่าเงินบาท โดยแอปพลิเคชันที่ทำธุรกิจซื้อขายทองคำด้วยสกุลเงินบาท ซึ่งมีอยู่ราว 14–15 ราย จะต้องรายงานข้อมูลว่า บุคคลใดมีการซื้อหรือขายเกินเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้ ธปท. มีฐานข้อมูลเพียงพอในการติดตาม วิเคราะห์ และออกมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นในอนาคต

ส่วนระยะที่สอง ซึ่งถือเป็นไฮไลต์สำคัญ จะมีการออกประกาศในวันที่ 29 มกราคม 2569 ว่าด้วยเรื่อง “การควบคุมการซื้อ-ขายทองคำผ่านแอปออนไลน์” โดยอยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดเพดานมูลค่าการซื้อขายที่ระดับ 50 ล้านบาทต่อคนต่อวัน เพื่อแก้ปัญหาการซื้อขายทองคำในปริมาณสูงมาก ที่ส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนและทำให้เงินบาทแข็งค่าผิดปกติ 

นายวิทัยย้ำชัดว่า มาตรการนี้จะบังคับใช้เฉพาะ “แอปฯ ที่ซื้อขายด้วยเงินบาท” เท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับแอปที่ซื้อขายด้วยสกุลดอลลาร์ และไม่กระทบการซื้อขายในร้านทองทั่วไป ที่สำคัญคือ ไม่กระทบรายย่อยที่เทรดทองออนไลน์อยู่แล้ว เพราะแทบไม่มีใครซื้อขายวันละ 50–100 ล้านบาท รวมถึงไม่กระทบผู้ที่สะสมทองคำไว้ก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ดี หลังประกาศมีผล ร้านทองหรือผู้ให้บริการซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชัน อาจต้องใช้เวลาปรับระบบให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ใหม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน และจะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2569

นอกจากเรื่องทองคำแล้ว ธปท. ยังขยับอีกเกมสำคัญ คือการตรวจสอบ “การเบิกถอนเงินสดที่ผิดปกติ” เพื่อสกัดทุนเทาและแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ (Underground Economy) ในฐานะผู้ดูแลการออกธนบัตร 

ธปท. ได้ขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ให้รายงานกรณีพบการเบิกถอนเงินสดที่เข้าข่ายน่าสงสัย ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้น พบว่า มีหลายธนาคารรายงานการเบิกเงินสดระดับ 100–200 ล้านบาท และพบหลายเคสที่กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง

ขณะเดียวกัน ภายใน 2–3 เดือนข้างหน้า ธปท. เตรียมกำหนดเกณฑ์การเบิกถอนเงินสดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น หากมีการเบิกเงินสดเกิน 3–5 ล้านบาท ธนาคารจะต้องตรวจสอบวัตถุประสงค์ในการเบิกเงิน หรือทำ Intelligence เพิ่มเติม โดยจะโฟกัสไปที่ธุรกรรมที่ไม่สอดคล้องกับโปรไฟล์ของลูกค้า เช่น พ่อค้าแม่ค้า หรือแม่บ้าน แต่กลับมีการเบิกเงินสดจำนวนมากระดับ 10 ล้านบาท หรือกรณีอ้างว่า เบิกไปซื้อสินทรัพย์อย่างที่ดิน ทั้งที่โดยทั่วไปมักใช้แคชเชียร์เช็คกันอยู่แล้ว 

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้จะไม่กระทบผู้ประกอบการที่มีการเบิกเงินสดไปหมุนเวียนตามปกติ เพราะมีวัตถุประสงค์ชัดเจน และย้ำว่า นี่คือมาตรการมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในต่างประเทศ

สำหรับการขอความร่วมมือให้ธนาคารรายงานธุรกรรมเบิกถอนเงินสดที่น่าสงสัย ธปท. จะติดตามข้อมูลไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ก่อนพัฒนาเป็นหลักเกณฑ์ถาวร โดยไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องการเมืองหรือช่วงเลือกตั้งเป็นหลัก แต่เน้นการจัดการปัญหาทุนเทาเป็นสำคัญ และหากพบความผิดปกติ ธปท. จะส่งข้อมูลต่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจ เช่น ปปง. หรือหากเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ก็จะส่งต่อให้ กกต. ดำเนินการต่อไป

ทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่า แบงก์ชาติกำลัง “คุมเกมการเงิน” อย่างจริงจัง ทั้งฝั่งทองคำออนไลน์ ค่าเงินบาท และเส้นทางเงินสด เพื่ออุดช่องโหว่การฟอกเงิน และลดแรงกดดันต่อเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว ซึ่งแม้จะดูเข้มงวดขึ้น แต่ก็เป็นสัญญาณว่ากติกาใหม่กำลังถูกวางให้ตลาดเดินอย่างโปร่งใสและยั่งยืนมากกว่าเดิม