(28 ม.ค. 2026) – กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกมาวิเคราะห์ทันที เมื่อ The Kobeissi Letter สำนักข่าวและวิเคราะห์การเงินชื่อดัง ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับท่าทีล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อสถานการณ์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่กำลังอ่อนค่าลงอย่างหนัก โดยระบุว่าการที่ทรัมป์เปรียบเทียบค่าเงินว่าเป็นเหมือน “โยโย่” (Yo-Yo) นั้น แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่คำบ่น แต่คือการ “ส่งสัญญาณไฟเขียว” ยอมรับนโยบายดอลลาร์อ่อนค่าอย่างเต็มใจ เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
สถานการณ์ของเงินดอลลาร์ในขณะนี้ถือว่าน่าเป็นห่วงในมุมมองของความมั่นคงทางค่าเงิน เมื่อสถิติชี้ชัดว่าปี 2025 ที่ผ่านมา ดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงถึง 9% ซึ่งถือเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 8 ปี นับตั้งแต่ปี 2017 แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ แทนที่ผู้นำประเทศจะออกมาแสดงความกังวลหรือขู่จะแทรกแซงเพื่อพยุงค่าเงิน ทรัมป์กลับมีท่าทีที่ผ่อนคลายและดูเหมือนจะ “ต้อนรับ” สถานการณ์นี้เสียด้วยซ้ำ ซึ่ง The Kobeissi Letter วิเคราะห์ว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกวางไว้อย่างแยบยล
เหตุผลเบื้องหลังที่รัฐบาลทรัมป์อาจต้องการให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงนั้น มีข้อดีทางเศรษฐกิจหลายประการที่สอดคล้องกับนโยบาย “America First” ไม่ว่าจะเป็นการช่วยลดภาระดอกเบี้ย (Reduced Interest Rates) ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการกู้ยืมและการลงทุน, การส่งเสริมภาคการส่งออก (Boosted Exports) เพราะสินค้าสหรัฐฯ จะมีราคาถูกลงในสายตาชาวโลก, การช่วยลดตัวเลขขาดดุลการค้า (Narrower Trade Deficit) และที่สำคัญที่สุดคือ การผลักดันให้ตัวเลข GDP และราคาสินทรัพย์ต่างๆ (Asset Prices) พุ่งสูงขึ้น ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นและคริปโทเคอร์เรนซีที่มักจะวิ่งสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์เสมอ
บทวิเคราะห์ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” (Not a coincidence) แต่อาจเป็นการประสานงานกันระหว่างนโยบายการคลังและการเงิน เพื่อใช้ประโยชน์จากค่าเงินที่อ่อนตัวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ ซึ่งหากประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ช่วงเวลาที่ดอลลาร์อ่อนค่าหลังการเลือกตั้ง มักจะเป็นช่วงเวลาทองที่ตลาดหุ้น S&P 500 สามารถทำกำไรได้สูงถึง 15-20% และแน่นอนว่าสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ก็อาจได้รับอานิสงส์นี้ไปด้วยเช่นกัน
ที่มา: @KobeissiLetter

