<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

วัดใจแนวรับ ! Bitcoin ดิ่งจาก $90,000 แตะ $70,000 แต่สัญญาณชี้ตลาด ‘Priced In’ ข่าวร้ายไปแล้ว

สรุปข่าว
  • ในรอบ 2 สัปดาห์ Bitcoin ทุบสถิติดิ่งหนักสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ร่วงจาก $90,000 เหลือ $70,000
  • Matt Hougan จาก Bitwise มองว่าตลาดได้รับรู้ข่าวร้ายไปหมดแล้ว จากปัจจัยลบทั้งหมด 6 อย่าง
  • ด้านข้อมูล On-chain และอารมณ์ตลาด Sentiment ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน บ่งชี้ว่าแรงเทขายเริ่มหมด และราคาใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

Bitcoin ร่วงจาก $90,000 เหลือ $70,000 ภายในเวลาเพียงแค่ 2 สัปดาห์ แต่ Matt Hougan จาก Bitwise มองว่าตลาดได้รับรู้ข่าวร้ายไปหมดแล้ว จาก 6 ปัจจัยลบ ได้แก่ รายใหญ่รู้ทันวัฏจักร 4 ปี จีงเทขายดักทาง, เงินไหลออกไปเก็งกำไร AI และทองคำ, การล้างพอร์ตครั้งใหญ่จากข่าวภาษีจีนของทรัมป์, ความกังวลต่อนโยบายประธานเฟดคนใหม่, ภัยคุกคามจาก Quantum Computing และภาวะ Risk-off ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ข้อมูล On-chain ชี้ว่าแรงเทขายจากรายใหญ่เริ่มชะลอตัว ประกอบกับ Sentiment ตลาดที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งมักเป็นสัญญาณว่าแรงขายใกล้หมดและราคาอาจใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดคริปโตสอนบทเรียนราคาแพงให้เราอีกครั้ง เมื่อ Bitcoin ทิ้งดิ่งจากราคา $90,000 ลงมาที่ $70,000 แบบไม่ให้ทันตั้งตัว สร้างสถิติการปรับฐานที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตปี 2022 แต่ท่ามกลางความสิ้นหวัง Matt Hougan จาก Bitwise กลับให้ความเห็นว่า “ข่าวร้ายทั้งหมดตลาดรับรู้ไปหมดแล้ว”

ส่อง 6 ปัจจัยที่ทำให้ราคา Bitcoin ร่วงแรง !

Matt Hougan ระบุว่า ปัจจัยแรกคือรายใหญ่รู้ทันวัฏจักร “ขึ้น 3 ลง 1” เลยชิงเทขายก่อน ซึ่งหมายถึงตลาดคริปโตมักจะขึ้นต่อเนื่องราว 3 ปี ก่อนเข้าสู่ช่วงพักฐาน การเทขายในกลุ่มนี้ กวาดเงินออกจากตลาดไปกว่าแสนล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปีที่แล้ว

ต่อมาปัจจัยที่สองคือ การเปลี่ยนทิศทางของเงินทุน นักลงทุนรายย่อยที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดคริปโต เริ่มโยกเงินไปยังสินทรัพย์ที่มีเรื่องเล่าใหม่กว่า ทั้งหุ้นกลุ่ม AI และโลหะมีค่า เงินทุนที่ไหลออกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อสภาพคล่องของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยที่สามเกิดจากตลาดอนุพันธ์ เมื่อการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีน 100% ของโดนัลด์ ทรัมป์ หลังตลาดการเงินดั้งเดิมปิดทำการ กระตุ้นให้เกิดการล้างพอร์ตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ราคาถูกกดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง

แรงกดดันด้านนโยบายการเงินยิ่งเข้ามาซ้ำเติมตลาด โดยปัจจัยที่สี่คือ การเสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ สร้างความกดดันให้กับสินทรัพย์เสี่ยงทันที เนื่องจากเขาถูกมองว่า เป็นตัวแทนแนวคิดสายเหยี่ยว ตลาดเริ่มปรับความคาดหวังว่า ดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งส่งผลลบโดยตรงต่อ Bitcoin

ปัจจัยที่ห้าคือ ในมุมมองระยะยาว ความกังวลเรื่อง Quantum Computing ส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นในคริปโต นักลงทุนสายถือยาวบางส่วนจึงตัดสินใจชะลอการลงทุน 

ปัจจัยสุดท้ายคือ บรรยากาศที่ต้องการลดความเสี่ยงของนักลงทุน โดยไม่ใช่แค่ Bitcoin เท่านั้นที่ปรับตัวลง แต่ทองคำ แร่เงิน และหุ้นเทคฯ ขนาดใหญ่ต่างเผชิญแรงขายพร้อมกัน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดกำลังเทขายทุกสินทรัพย์ ไม่ใช่เฉพาะกับคริปโต 

อย่างไรก็ตาม Matt Hougan มองว่าแรงกดดันส่วนใหญ่ได้ถูกตลาดรับรู้ไปแล้ว ข้อมูล On-chain เริ่มสะท้อนภาพที่ต่างออกไป เมื่อผู้ถือครองระยะยาวชะลอการเทขาย สถานะคงค้างในตลาดอนุพันธ์ลดลง และอารมณ์ของตลาดอยู่ใกล้จุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งในอดีตมักเกิดขึ้นในช่วงที่แรงขายค่อย ๆ หมดแรง มากกว่าจะเป็นสัญญาณของการดิ่งลงรอบใหม่


มุมมองนักเขียน : ในมุมมองของผู้เขียน การปรับฐานรุนแรงครั้งนี้เปรียบเสมือนปรากฏการณ์ Perfect Storm ที่กวาดล้าง Leverage ส่วนเกินออกจากตลาดจนเกลี้ยง ซึ่งเป็นกระบวนการ Reset ที่จำเป็นสำหรับการเติบโตในระยะยาว ตามข้อมูล On-chain ที่ชี้ว่าแรงขายเริ่มแผ่วลง โซน $70,000 จึงไม่ใช่แค่แนวรับทางจิตวิทยา แต่เป็นจุดวัดใจสำคัญที่อาจกลายเป็นโอกาสทองสำหรับนักลงทุนที่กล้ามองข้ามความผันผวนระยะสั้น เพื่อรอรับรอบใหญ่รอบต่อไป

ที่มา:interactive