สรุปข่าว
- จีนลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ลงเหลือ ประมาณ 2.32 หมื่นล้านบาท ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2008 หลังขายต่อเนื่อง 9 เดือน
- จีนเพิ่มการถือทองคำติดต่อกัน 14 เดือน ถึง 74.15 ล้านออนซ์ มูลค่ากว่า 1.32 หมื่นล้านบาท เพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์
- Bitcoin ปรับตัวขึ้น 5% ประมาณ 2.31 ล้านบาท เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 ท่ามกลางกระแส De-dollarization
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
โดยในระยะสั้นการที่จีนขายพันธบัตรสหรัฐฯ อาจส่งผลกดดัน Bitcoin เพราะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น (10-year Treasury yield พุ่งไปที่ 4.5%) ซึ่งจะดึงสภาพคล่องออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Crypto อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว กระแส De-dollarization และการที่ประเทศต่างๆ หาทางเลือกอื่นนอกจากดอลลาร์ ถือเป็นปัจจัยบวกต่อ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่มีศูนย์กลางควบคุมและเป็นอิสระจากระบบการเงินแบบเดิม
จีนลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ลงเหลือ 682.6 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.32 หมื่นล้านบาท) ในเดือนพฤศจิกายน 2025 ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2008 ตามรายงานจาก Crypto Rover และข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 โดยจีนขายพันธบัตรสหรัฐฯ ต่อเนื่องมา 9 เดือน รวมมูลค่ามากกว่า 400 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.36 หมื่นล้านบาท) นับตั้งแต่จุดสูงสุดในปี 2013 ที่ 1.32 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะเดียวกัน จีนเพิ่มการถือครองทองคำติดต่อกัน 14 เดือนถึง 74.15 ล้านออนซ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ “De-dollarization” เพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
De-dollarization – จีนกำลังทำอะไร?
การที่จีนลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการลดการพึ่งพาดอลลาร์และสินทรัพย์สหรัฐฯ โดยมีสาเหตุหลักมาจาก:
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
- สงครามการค้าสหรัฐ-จีนที่รุนแรงขึ้น โดยทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้าจีนถึง 60% ในปี 2025
- ความกังวลเรื่องความมั่นคงทางการเงินหลังจากที่สหรัฐฯ อายัดทุนสำรองดอลลาร์ของรัสเซียในปี 2022
- จีนมองว่าการถือพันธบัตรสหรัฐฯ มากเกินไปเป็นจุดอ่อนทางยุทธศาสตร์
การกระจายความเสี่ยง
- จีนเพิ่มการถือทองคำติดต่อกัน 14 เดือน โดยมูลค่าทองคำที่ถือครองพุ่งเกิน 390 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.32 หมื่นล้านบาท)
- ธนาคารกลางจีนเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองเกิน 9% เป็นครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน
- ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าจีนอาจมีทองคำจริงๆ ประมาณ 5,500 ตัน ซึ่งสูงกว่าตัวเลขที่เปิดเผยเป็นสองเท่า
ผลกระทบต่อสหรัฐฯ และตลาดการเงิน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้น
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี (10-year Treasury yield) พุ่งขึ้นไปที่ 4.5% หลังข่าวออกมา
- ดอลลาร์อ่อนค่าลงตามมา ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ
- สภาพคล่องในตลาดการเงินตึงตัวขึ้น
ประเทศอื่นๆ ที่เริ่มทำตาม
- อินเดียและบราซิลลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ เช่นกัน
- ความต้องการพันธบัตรสหรัฐฯ จากต่างชาติลดลง แม้ว่าโดยรวมยังอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
Bitcoin ได้ประโยชน์หรือไม่?
สิ่งที่น่าสนใจคือ Bitcoin ปรับตัวขึ้น 5% แตะ 68,000 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 ท่ามกลางข่าวนี้ โดยนักลงทุนมองว่ากระแส De-dollarization เป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์แบบกระจายศูนย์อย่าง Bitcoin
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่ามันเป็นดาบสองคม:
ระยะสั้น (Bearish): อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นและสภาพคล่องที่ตึงตัวจะกดดัน Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ
ระยะยาว (Bullish): เมื่อระบบการเงินโลกแตกเป็นเสี่ยง และการพึ่งพาสกุลเงินสำรองเดียวมีความเสี่ยงมากขึ้น สินทรัพย์ที่เป็นกลางและไร้พรมแดนอย่าง Bitcoin จะมีความสำคัญมากขึ้น
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า การที่จีนขายพันธบัตรสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบการเงินโลก ที่อำนาจทางการเงินกำลังกระจายออกจากศูนย์กลางเดียว สำหรับ Bitcoin และ Crypto ถึงแม้ในระยะสั้นอาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากสภาพคล่องที่ตึงตัวและอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ในระยะยาว กระแสนี้อาจเป็นปัจจัยผลักดันที่สำคัญให้ Bitcoin กลายเป็นทางเลือกในการเก็บมูลค่าและกระจายความเสี่ยงจากระบบการเงินแบบเดิมที่ถูกควบคุมโดยประเทศมหาอำนาจ สำหรับนักลงทุน ควรจับตาการเคลื่อนไหวของประเทศต่างๆ ในการลดการพึ่งพาดอลลาร์
ที่มา: @cryptorover

