สรุปข่าว
- Saylor ยืนยันจะซื้อ Bitcoin ทุกไตรมาส พร้อมคาดการณ์ว่า Bitcoin จะทำผลตอบแทนชนะ S&P 500 ถึง 2-3 เท่าในช่วง 4-8 ปีข้างหน้า
- Strategy ซื้อ Bitcoin เพิ่มอีก 1,142 BTC มูลค่า 90 ล้านดอลลาร์ (2.7 พันล้านบาท) ดันยอดถือครองรวมแตะ 714,644 BTC
- แม้ราคา BTC ปัจจุบันต่ำกว่าต้นทุนซื้อ แต่ Strategy ยืนยันงบแกร่ง รีไฟแนนซ์หนี้ได้แม้ BTC ร่วงถึง 8,000 ดอลลาร์
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
Saylor ยืนยันเดินหน้ากว้านซื้อและถือครอง Bitcoin ในระยะยาว โดยล่าสุดสะสมเพิ่มจนมีสัดส่วนถึง 3.4% ของอุปทานทั้งหมด พร้อมฟันธงว่าในอีก 4-8 ปีข้างหน้า BTC จะทำกำไรมากกว่าดัชนี S&P 500 ได้ถึง 2-3 เท่า แม้ปัจจุบันราคาจะร่วงต่ำกว่าต้นทุนของบริษัท แต่งบการเงินหลังบ้านก็ยังแข็งแกร่งพอที่จะรับมือได้สบายแม้ราคาจะดิ่งลงเหลือเพียง $8,000 นานหลายปีก็ตาม
Michael Saylor ประธานบริษัท Strategy ออกมาประกาศอีกครั้ง เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า เขาจะไม่ยอมขาย Bitcoin ทิ้งแม้แต่เหรียญเดียว แถมยังบอกอีกว่าจะกว้านซื้อ BTC เพิ่มทุกไตรมาส
ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา บริษัท Strategy เพิ่งควักกระเป๋าอีก 90 ล้านดอลลาร์ กวาดซื้อเพิ่มไป 1,142 BTC ดันยอดถือครองแตะ 714,644 BTC หรือคิดเป็นสัดส่วน 3.4% ของอุปทานทั้งหมด
Saylor ให้สัมภาษณ์กับสื่อข่าว CNBC ว่า “ถ้าคุณถือ Bitcoin ไม่ถึง 4 ปี คุณไม่ใช่นักลงทุน คุณมันก็แค่เทรดเดอร์” โดยเขาคาดการณ์ไว้ว่า ในอีก 4-8 ปีข้างหน้า Bitcoin จะทำกำไรทิ้งห่างดัชนีหุ้นระดับโลกอย่าง S&P 500 ถึง 2-3 เท่า
ราคา Bitcoin ในปัจจุบันที่ร่วงลงมาต่ำกว่า $70,000 ซึ่งอยู่ต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของ Strategy ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถาม เรื่องนี้ Saylor และ Phuong Le ตอกกลับด้วยตัวเลขงบการเงินสุดแกร่ง เพราะสัดส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทนั้นต่ำกว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วไปถึงครึ่งหนึ่ง แถมยังมีเงินสดหน้าตักตุนไว้จ่ายหนี้และปันผลได้สบายๆ ลากยาวไปได้อีกถึงสองปีครึ่ง
ที่สำคัญกว่านั้น ต่อให้เกิดกรณีเลวร้ายที่สุดอย่างเช่น ราคา Bitcoin ดิ่งลงไปเหลือแค่ $8,000 ต่อ BTC และแช่ราคานั้นยาวนาน 5-6 ปี บริษัทก็ยังมีสายป่านยาวพอที่จะรีไฟแนนซ์หนี้ได้อยู่ดี เรียกว่าอุดทุกความเสี่ยงไว้หมดแล้ว
ปัจจุบันเกมของโลกคริปโทฯ กำลังเปลี่ยนไปจากเดิมที่ “ต้นทุนของนักขุด” คือตัวกำหนดราคาพื้นฐาน แต่วันนี้อำนาจกำลังย้ายไปอยู่ในมือ “สถาบันการเงิน” แทน
ด้าน Citibank เริ่มขยับเตรียมปล่อยสินเชื่อโดยใช้ Bitcoin เป็นหลักประกันแล้ว และเมื่อไรที่กลไกนี้ กลายเป็นเรื่องปกติ อิทธิพลของนักขุดจะหดหายไปทันที ยิ่งไปกว่านั้น การที่พี่ใหญ่อย่าง BlackRock เตรียมเปิดตัวบัญชีกองทุน Bitcoin Income Fund ก็ยิ่งตอกย้ำว่าโครงสร้างตลาดกำลังถูกยกระดับไปอีกขั้น
ในมุมมองของผู้เขียน: ไม่ว่าคุณจะมอง Michael Saylor เป็น Bitcoiner ตัวจริงหรือเป็นแค่นักพนันในวงการคริปโทฯ แต่ยังไงก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่เขาทำอยู่มีผลในเชิงบวกต่อราคา Bitcoin อย่างมากในช่วงที่ราคาอยู่ในช่วงขาลง
ที่มา:coinpost

