bitkub-banner

เมื่อการถัวไม่ใช่คำตอบสุดท้าย : แชร์บทเรียนดอยคริปโตบน Bitkub ที่สายถือยาวต้องอ่าน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • นักลงทุนรายหนึ่งตัดพ้อ ถัวซื้อเหรียญ KUB มาตั้งแต่ราคา 80 บาท
  • ราคาปัจจุบันลดลงอย่างต่อเนื่องจนทำให้สูญเสียความเชื่อมั่น
  • ตัดสินใจยอมคัท ขายขาดทุน ส่งสัญญาณ Capitulation ตามทฤษฏี

แนวโน้มผลกระทบ :Bearish

นักลงทุนไทยรายหนึ่งได้ออกมาแสดงความท้อแท้ว่าตนเองลงทุนใน KUB Coin มาเป็นระยะเวลานานแต่กลับยังไม่สร้างผลตอบแทนตามทีหวังเสียที จนสุดท้ายต้องยอมตัดสินใจขายขาดทุนเพื่อหันไปหาสินทรัพย์อื่นที่คาดว่าจะมีแนวโน้มเติบโตดีกว่าในช่วงนี้

ในโลกของการลงทุนคริปโทเคอร์เรนซี ความอดทนถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ แต่บางครั้งความอดทนก็อาจมีขีดจำกัด เมื่อล่าสุดมีนักลงทุนรายหนึ่งออกมาโพสต์ระบายความรู้สึกผ่านโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับการตัดสินใจขายเหรียญขวัญใจคนไทยอย่าง KUB Coin ทิ้งแบบยอมขาดทุน (Cut Loss) หลังจากที่ถือครองมาเป็นระยะเวลานาน

เจ้าของเรื่องราวเปิดเผยว่า ตนเองได้ลงทุนใน KUB มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยที่เหรียญมีมูลค่าสูงถึง 80 บาทต่อเหรียญ และในปัจจุบันเขามีเหรียญอยู่ในกระเป๋าแล้วกว่า 6,000 KUB (เกือบ 2 แสนบาท) แต่เมื่อเวลาผ่านไป กราฟราคากลับเคลื่อนไหวในกรอบแคบและซึมลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับความคาดหวังและสภาวะตลาดโลกที่สินทรัพย์หลายตัวนอกจากคริปโตเริ่มฟื้นตัว

จุดที่ทำให้เขาเริ่มถอดใจคือ มูลค่าปัจจุบันที่ 3 KUB แลกได้เพียง 100 บาท (ตกเหรียญละประมาณ 33 บาท) ทำให้เขามองว่าปีนี้ราคาอาจจะไม่สามารถฟื้นกลับไปยืนเหนือ 50 บาทได้อีกแล้ว ล่าสุดเจ้าตัวจึงออกมาอัปเดตว่า ได้ตัดสินใจขายขาดทุน หรือ Cut Loss เหรียญทั้งหมดทิ้งไปแล้ว เพื่อรักษาเงินต้นที่เหลืออยู่

อย่างไรก็ตาม การย่อตัวของ KUB coin ในปัจจุบันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากเพราะภาพรวมของตลาดคริปโตกำลังเข้าสู่สภาวะถดถอย หรือตลาดหมี ซึ่งครั้งก่อนที่ KUB เผชิญหน้ากับตลาดรูปแบบนี้ราคาได้ร่วงลงมาอยู่ในโซน 30 บาท เช่นเดียวกัน ก่อนที่จะพลิกฟื้นกลับขึ้นไปเหนือ 100 บาท ตอนที่ตลาดกลับมาคึกคัก


มุมมองผู้เขียน : จริงอยู่ที่ว่านักลงทุนแต่ละคนมีความสามารถในการเปิดรับความเสี่ยงที่ไม่เท่ากันและไม่อาจนำมาตัดสินได้ แต่การที่เขาตัดสินใจยอมแพ้แม้จะอดทนมาอย่างยาวนาน แสดงให้เห็นถึงสัญญาณการยอมจำนนตามทฤษฏี (Capitulation) ที่มักเกิดขึ้นใกล้จุดต่ำสุดของวัฏจักรคริปโต ทำให้อาจมีความเป็นไปได้ว่าราคาอาจมีการฟื้นตัวขึ้นในอนาคตก็เป็นได้