สรุปข่าว
- ประธานาธิบดี Donald Trump แถลงข่าวจากทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 โดยผลักดันให้ Fed ลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายรายปีจากหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่พุ่งทะลุ 36 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,260 ล้านล้านบาท)
- สถาบัน Peterson Institute ประเมินว่า การลดดอกเบี้ยลงทุก ๆ 1% จะช่วยให้สหรัฐฯ ประหยัดเงินงบประมาณจากการรีไฟแนนซ์หนี้ได้ถึง 3 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 10.5 ล้านล้านบาท) ในช่วง 10 ปีข้างหน้า
- แม้นักเศรษฐศาสตร์จะเตือนว่าเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ในมุมมองของนักลงทุนคริปโต การลดดอกเบี้ยหมายถึงการเพิ่มสภาพคล่องในระบบ และเป็นแรงจูงใจให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin
แนวโน้มส่งผลต่อราคา: Bullish
การที่ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาส่งสัญญาณกดดันให้ธนาคารกลาง (Fed) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างชัดเจนเช่นนี้ ย่อมส่งผลดีต่อตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง เพราะดอกเบี้ยที่ต่ำลงจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมถูกลง ซึ่งหมายถึงการเติม “สภาพคล่อง” เข้าสู่ระบบการเงิน นอกจากนี้ การใช้ดอกเบี้ยต่ำเพื่ออุ้มหนี้มักจะกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ซึ่งเป็นตัวเร่งให้ “เจ้ามือ” และนักลงทุนหันมาถือครอง Bitcoin มากขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยง
ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกมากล่าวสุนทรพจน์จากห้องทำงาน Oval Office โดยเน้นย้ำว่า การที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง จะเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยประเทศลดระดับหนี้สาธารณะที่กำลังบานปลายอยู่ในขณะนี้ได้ ท่าทีดังกล่าวสร้างความฮือฮาให้กับตลาดการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่มักจะตอบสนองในเชิงบวกต่อนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย
ประหยัดงบทันที 10.5 ล้านล้านบาท! หากยอมหั่นดอกเบี้ย
ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกากำลังแบกรับภาระหนี้สินมหาศาลกว่า 36 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยสูงถึงราว 1,260 ล้านล้านบาท ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยในแต่ละปีเป็นจำนวนมหาศาล จากข้อมูลการวิเคราะห์ของสถาบัน Peterson Institute ชี้ให้เห็นว่า หาก Fed ยอมปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพียง 1% จะสามารถช่วยให้รัฐบาลประหยัดต้นทุนจากการรีไฟแนนซ์หนี้ก้อนเดิมได้มากถึง 3 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 10.5 ล้านล้านบาท) ในระยะเวลา 10 ปี ซึ่ง Trump มองว่าทรัพยากรทางการคลังที่เหลือนี้ สามารถนำไปใช้บริหารจัดการเพื่อล้างหนี้ของประเทศได้
นักเศรษฐศาสตร์เตือน “แก้ผ้าเอาหน้ารอด” แต่คริปโตรับส้มหล่น
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์หลายราย นำโดย Sarah Chen อดีตที่ปรึกษาของ Fed ได้ออกมาเบรกแนวคิดนี้ โดยแสดงความกังวลว่า การลดดอกเบี้ยเป็นเพียงการบรรเทาอาการเจ็บปวดในระยะสั้น หากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างทางการคลังอย่างแท้จริง เช่น การตัดงบรายจ่าย หรือการเพิ่มรายได้ของรัฐ การใช้นโยบายการเงินลักษณะนี้อาจนำไปสู่ปัญหา “ความเสี่ยงทางศีลธรรม” ที่กระตุ้นให้รัฐบาลก่อหนี้เพิ่ม และอาจจุดชนวนเงินเฟ้อให้กลับมาอีกครั้ง
ในทางกลับกัน สำหรับฝั่งตลาดคริปโตเคอร์เรนซี ข่าวนี้กลับเปรียบเสมือน “เสียงระฆังสวรรค์” เพราะโดยธรรมชาติแล้ว เมื่อดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำลง ตราสารหนี้และพันธบัตรรัฐบาลจะให้ผลตอบแทนที่น้อยลงตามไปด้วย สิ่งนี้จะเป็นตัวเร่งให้เม็ดเงินจากบรรดา “เจ้ามือ” และกองทุนระดับโลก ไหลออกจากระบบธนาคารดั้งเดิมเข้าสู่ตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า อย่างหุ้นและคริปโต
ท่าทีของประธานาธิบดี Trump ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะดึงเอาเครื่องมือทางการเงินมาแก้ปัญหาทางการคลัง แม้ว่า Fed จะเป็นหน่วยงานที่ทำงานอย่างเป็นอิสระ แต่แรงกดดันทางการเมืองระดับ “ประธานาธิบดี” ย่อมทำให้ตลาดเก็งกำไรกันไปล่วงหน้าแล้วว่า “ยุคดอกเบี้ยต่ำ” กำลังจะกลับมาเร็วกว่าที่คิด
ในมุมมองของผู้เขียน หากรัฐบาลสหรัฐฯ เลือกหนทางในการปล่อยให้ค่าเงินดอลลาร์เสื่อมมูลค่าลงเพื่อแลกกับการชำระหนี้ที่ง่ายขึ้น สินทรัพย์ที่จะได้รับผลประโยชน์สูงสุดก็คือ “Bitcoin” นั่นเอง เพราะมันถูกออกแบบมาให้เป็นสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อที่ไม่มีใครพิมพ์เพิ่มได้ ต่อจากนี้ไป ทิศทางดอกเบี้ยของ Fed จะเป็นปัจจัยหลักที่ชี้ชะตาว่ากราฟคริปโตจะพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ได้แรงแค่ไหน
ดที่มา: @WatcherGuru

