สรุปข่าว
- Binance ประกาศความสำเร็จในภารกิจแปลงพอร์ตกองทุนสำรองฉุกเฉิน SAFU มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 3.5 หมื่นล้านบาท จากเหรียญ Stablecoin มาเป็น Bitcoin (BTC) ทั้งหมดเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026
- การซื้อไม้สุดท้ายจำนวน 4,545 BTC มูลค่ากว่า 304.6 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1 หมื่นล้านบาท ถูกยืนยันผ่านข้อมูลบนบล็อกเชน ทำให้ปัจจุบันกองทุนนี้ถือครองบิตคอยน์รวม 15,000 BTC ที่ต้นทุนเฉลี่ยราว 67,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญ
- ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้ Binance ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งใน 10 องค์กรที่ถือครองบิตคอยน์มากที่สุดในโลก แซงหน้าทุนสำรองของ Coinbase และเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในบิตคอยน์ในฐานะสินทรัพย์สำรองหลักระยะยาว
แนวโน้มส่งผลต่อราคา: Bullish
แม้ปฏิกิริยาของราคาในระยะสั้นจะยังนิ่งอยู่ที่ระดับ 67,500 ดอลลาร์ เนื่องจากตลาดรับรู้ข่าวการซื้อตามแผน 30 วันล่วงหน้าไปแล้ว แต่การเปลี่ยนกองทุนสำรองขนาดใหญ่มาเป็นบิตคอยน์ถาวรช่วยลดแรงเทขายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และเป็นสัญญาณ “Bullish” ที่ชัดเจนว่ายักษ์ใหญ่ของวงการเลือกวางเดิมพันกับความมั่นคงของบิตคอยน์มากกว่าเงินดอลลาร์ดิจิทัล
แพลตฟอร์มเทรดคริปโตอันดับหนึ่งของโลกอย่าง Binance ได้ประกาศความสำเร็จในการปรับโครงสร้างพอร์ตกองทุน Secure Asset Fund for Users (SAFU) หรือกองทุนประกันความเสี่ยงเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินของผู้ใช้ โดยการแปลงสินทรัพย์ทั้งหมดจากเหรียญ Stablecoin มาเป็น Bitcoin อย่างเต็มตัวตามแผนที่เคยประกาศไว้เมื่อปลายเดือนมกราคม

ซื้อไม้สุดท้าย 1 หมื่นล้านบาท ดันยอดถือครองแตะ 15,000 BTC
ข้อมูลจาก Arkham แพลตฟอร์มวิเคราะห์บล็อกเชน ยืนยันว่า Binance ได้โอนบิตคอยน์ล็อตสุดท้ายจำนวน 4,545 BTC มูลค่า 304.6 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1 หมื่นล้านบาท เข้าสู่กระเป๋าเงินของกองทุน SAFU เป็นที่เรียบร้อย ส่งผลให้กองทุนนี้มีบิตคอยน์สะสมครบ 15,000 BTC ซึ่งมีมูลค่ารวมตามราคาตลาดปัจจุบันที่ 1 พันล้านดอลลาร์พอดี
จากการวิเคราะห์พบว่า Binance ทยอยเข้าซื้อสะสมในหลายช่วงราคา โดยมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 67,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ซึ่งการเลือกเข้าซื้อในช่วงที่ตลาดกำลังมีความผันผวนสูงสะท้อนให้เห็นว่า Binance ไม่ได้กังวลต่อความผันผวนในระยะสั้น แต่มุ่งเน้นไปที่มูลค่าในระยะยาวมากกว่า
เขย่าอันดับเจ้ามือองค์กร แซงหน้า Coinbase
การก้าวขึ้นมาถือครอง 15,000 BTC ทำให้กองทุน SAFU ของ Binance กลายเป็นหนึ่งในผู้ถือครองบิตคอยน์รายใหญ่ที่สุดในกลุ่มบริษัทเอกชนและสถาบันการเงิน โดยมีจำนวนแซงหน้าทุนสำรองบิตคอยน์ของคู่แข่งอย่าง Coinbase ไปเป็นที่เรียบร้อย
ทาง Binance ระบุว่าการเปลี่ยนมาถือบิตคอยน์แทน Stablecoin นั้น ช่วยเพิ่มความโปร่งใสเนื่องจากตรวจสอบได้ง่ายบนออนเชน และยังช่วยลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการพึ่งพาผู้ออกเหรียญ Stablecoin รายต่างๆ พร้อมทั้งยืนยันว่าหากราคาบิตคอยน์ร่วงลงจนมูลค่ากองทุนต่ำกว่า 800 ล้านดอลลาร์ ทางบริษัทจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มเพื่อให้ยอดสำรองกลับมาอยู่ที่ 1 พันล้านดอลลาร์ตามเกณฑ์ความปลอดภัยสูงสุด
นี่คือการประกาศ “All-in” ในบิตคอยน์ของ Binance อย่างเป็นทางการในรูปแบบของเงินสำรอง การที่หน่วยงานคุ้มครองผู้ใช้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเลือกใช้ BTC เป็นเกราะกำจัดความเสี่ยงแทนเงินดอลลาร์ ถือเป็นการส่งข้อความที่ทรงพลังไปยังหน่วยงานกำกับดูแลและนักลงทุนทั่วโลกว่า “บิตคอยน์คือสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด”
ในมุมมองของผู้เขียน แม้ราคาบิตคอยน์จะยังไม่ได้พุ่งทะยานทันทีจากการซื้อครั้งนี้ เนื่องจากเป็นการซื้อแบบทยอยสะสมที่ตลาดรับรู้ไปก่อนหน้า แต่ผลกระทบเชิงบวกที่แท้จริงคือความเชื่อมั่น หากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การที่ Binance มีกำแพงเหล็กเป็นบิตคอยน์มูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท จะเป็นฐานที่แข็งแกร่งช่วยพยุงไม่ให้ตลาดเกิดความแตกตื่นหากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
ที่มา: @TedPillows

