<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

ลือหึ่ง! เฮดจ์ฟันด์ยักษ์ใหญ่ในฮ่องกงอาจ “ล้มละลาย” สังเวยพิษ Bitcoin ร่วงหนัก

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • 10x Research เผยรายงานช็อกวงการ หลังเกิดข่าวลือหนาหูว่าเฮดจ์ฟันด์ยักษ์ใหญ่ในฮ่องกงที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์อาจล้มละลายหรือต้องปิดสถานะการลงทุนอย่างรุนแรง
  • ราคา Bitcoin ที่ร่วงดิ่งจาก 90,000 ดอลลาร์ สู่ระดับ 60,000 ดอลลาร์ ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ถูกคาดการณ์ว่า เป็นผลพวงจากการระบายสินทรัพย์ของกองทุนสถาบันในเอเชีย
  • วอลุ่มเทรด Bitcoin ETF ของ BlackRock พุ่งสูงผิดปกติเกิน 10,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน สะท้อนถึงการโยกย้ายเงินทุนขนาดใหญ่ของสถาบันที่ตั้งตัวไม่ทันกับความผันผวน

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish 

ตลาดกำลังตกอยู่ในสภาวะระแวงสงสัย (FUD) อย่างหนัก ข่าวลือเรื่องการล้มละลายของสถาบันการเงินมักตามมาด้วยแรงเทขาย เพื่อลดความเสี่ยงเสมอ หากไม่มีการยืนยันข้อเท็จจริงหรือการออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจน ราคา Bitcoin อาจเผชิญกับแรงกดดันในแดนลบต่อไป จนกว่าสภาพคล่องจากฝั่งสถาบันจะนิ่งลง

กระแสข่าวลือที่กำลังสั่นคลอนความเชื่อมั่นของวงการคริปโตเคอร์เรนซีในขณะนี้ มีจุดเริ่มต้นจากรายงานของ 10x Research บริษัทวิเคราะห์ชื่อดัง ที่ระบุถึงความเป็นไปได้สูงที่ “เฮดจ์ฟันด์ยักษ์ใหญ่ในฮ่องกง” ซึ่งมีมูลค่าพอร์ตระดับหลายพันล้านดอลลาร์ อาจล้มละลายแล้ว 

สาเหตุหลักมาจากการปรับฐานราคาที่รุนแรงและรวดเร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยราคา Bitcoin ร่วงลงจากจุดสูงสุดที่ 90,000 ดอลลาร์ เหลือเพียง 60,000 ดอลลาร์ ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักจนนักลงทุนสถาบันตั้งรับไม่ทัน

ข่าวลือดังกล่าวส่งผลให้ตลาดตกอยู่ในภาวะ Panic อย่างหนัก เพราะในโลกการเงิน ข่าวลือเรื่องการล้มละลายของสถาบันใหญ่มักจะตามมาด้วยแรงเทขายเพื่อลดความเสี่ยงเสมอ ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่มีการยืนยันข้อเท็จจริงหรือการออกมาปฏิเสธอย่างเป็นทางการ ราคา Bitcoin มีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับแรงกดดันในแดนลบต่อไป จนกว่าความชัดเจนจะปรากฏ 

ราคาร่วงแรง จนสถาบันช็อก วอลุ่ม ETF พุ่งผิดปกติ

10x Research ชี้ให้เห็นว่า การดิ่งลงของราคา Bitcoin รอบนี้รุนแรงและรวดเร็วจนน่าตกใจ ส่งผลให้นักเทรดจำนวนมหาศาลต้องเผชิญกับภาวะพอร์ตแตก แบบไม่ทันตั้งตัว สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติจากกองทุน IBIT ของ BlackRock ที่มียอดการซื้อขายพุ่งทะลุเพดานถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในช่วงที่ตลาดซบเซาแบบนี้

นักวิเคราะห์เริ่มจับสังเกตว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แรงเทขายจากความตื่นตระหนกของรายย่อยแบบที่ผ่าน ๆ มา แต่น่าจะเป็นสัญญาณการเคลื่อนไหวของเงินทุนสถาบันระดับยักษ์ใหญ่ที่กำลังพยายามป้องกันความเสี่ยง (Hedging) หรือเลวร้ายไปกว่านั้นคือ อาจกำลังถูกบีบให้ต้องปิด Positions อย่างเร่งด่วนเพื่อเอาตัวรอดจากวิกฤต

สัญญาณจากตลาดเอเชีย และจุดเริ่มของข่าวลือ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตลาดเอเชียได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางโลกการเงิน ข้อมูลเชิงลึกเผยให้เห็นว่ากำไรส่วนใหญ่ของสินทรัพย์ต่าง ๆ รวมถึงแร่เงินมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาการซื้อขายของฝั่งเอเชีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าสภาพคล่องและการวางเดิมพันของนักลงทุนในภูมิภาคนี้มีอิทธิพลต่อตลาดโลกอย่างชัดเจน

ดังนั้น เมื่อราคา Bitcoin ร่วงลงอย่างรุนแรงแบบไม่ทันตั้งตัว สายตาของนักลงทุนทั่วโลกจึงจับจ้องไปที่เฮดจ์ฟันด์ยักษ์ใหญ่ในฮ่องกงว่าอาจกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพคล่องขั้นรุนแรง ซึ่งหากยักษ์ใหญ่ที่มีสินทรัพย์ระดับพันล้านดอลลาร์ล้มลงจริง ย่อมส่งแรงกระเพื่อมมหาศาล และกลายเป็นปัจจัยหลักที่คอยซ้ำเติมให้ราคา Bitcoin ทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน

ที่มา : u.today


มุมมองผู้เขียน : ข่าวลือเรื่องสถาบันล้ม ถือเป็นฝันร้ายที่ชาวคริปโตเข็ดขยาดมาตั้งแต่ยุค FTX หรือ Three Arrows Capital ซึ่งการที่วอลุ่ม ETF ของ BlackRock พุ่งสูงขนาดนั้น บ่งบอกว่า มีเจ้ามือกำลังดิ้นรนหาทางรอดอยู่ แม้จะยังไม่มีชื่อบริษัทหลุดออกมาชัดเจน ทั้งนี้ช่วงนี้ควรลดเลเวอเรจ เพราะถ้าข่าวลือเป็นจริง เราอาจเห็นแรงเทขายรอบสุดท้ายที่ลึกกว่านี้