สรุปข่าว
- Steve Bannon และ Boris Epshteyn ถูกฟ้องร้องคดีกลุ่มฐานโปรโมทเหรียญมีม “Let’s Go Brandon” หรือ FJB หลอกลวงนักลงทุน
- โจทก์กล่าวหาว่าทั้งคู่โฆษณาเหรียญว่าเป็น Decentralized แต่ความจริงกลับควบคุมระบบเบ็ดเสร็จ สามารถสั่งอายัดกระเป๋าเงินนักลงทุนได้
- มีการใช้ฐานเสียงทางการเมือง หรือ MAGA เป็นเครื่องมือในการปั่นราคาเหรียญ และเงินบริจาคการกุศลกว่า 2.7 ล้านดอลลาร์หายสาบสูญ
- โปรเจกต์ปิดตัวลงในปี 2025 ทิ้งนักลงทุนให้ขาดทุนยับเยิน โดยไม่มีการคืนเงินตามที่สัญญาไว้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
ข่าวนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวของเหรียญที่ตายไปแล้ว หรือ Dead Coin จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อตลาดคริปโตโดยรวม แต่อาจส่งผลลบทางจิตวิทยาต่อเหรียญมีมสายการเมือง หรือ PolitiFi อื่นๆ ให้มีความน่าเชื่อถือลดลงในสายตานักลงทุน
ข่าวฉาวสะเทือนวงการคริปโตและการเมืองสหรัฐฯ เมื่อ Steve Bannon อดีตกลยุทธ์ของทำเนียบขาว และ Boris Epshteyn ที่ปรึกษาคนสนิทของอดีตประธานาธิบดี Donald Trump ถูกยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีแบบกลุ่ม หรือ Class Action Lawsuit ในข้อหาร่วมกันโปรโมทเหรียญมีมการเมืองชื่อดังอย่าง “Let’s Go Brandon” หรือ FJB โดยถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงนักลงทุนและใช้ชื่อเสียงทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
หลอกว่าเป็น Decentralized แต่แท้จริงรวบอำนาจ
คำฟ้องที่ยื่นต่อศาลแขวงสหรัฐฯ ในเขต District of Columbia ระบุว่า Bannon และ Epshteyn รวมถึงจำเลยคนอื่นๆ ได้ร่วมกันโฆษณาชวนเชื่อว่าเหรียญ FJB ซึ่งภายหลังรีแบรนด์เป็น Patriot Pay นั้นเป็นเหรียญที่มีความเป็นอิสระและไม่มีศูนย์กลางควบคุม หรือ Decentralized แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขากลับถือครองกุญแจสำคัญที่สามารถควบคุม Smart Contract การบริหารจัดการ และการซื้อขายเหรียญได้แบบเบ็ดเสร็จ ถึงขั้นสามารถสั่งอายัดบัญชีของนักลงทุนได้ตามใจชอบ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการของคริปโตอย่างสิ้นเชิง
ใช้ความรักชาติเป็นเครื่องมือหากิน
โจทก์ในคดีนี้กล่าวหาว่า จำเลยจงใจเจาะกลุ่มเป้าหมายไปยังฐานเสียงทางการเมืองที่มีความจงรักภักดีสูง โดยอาศัยความเชื่อใจที่กลุ่มคนเหล่านี้มีต่อตัว Bannon และ Epshteyn เพื่อชักจูงให้ลงทุนในเหรียญ FJB โดยอ้างว่าเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองและการมีส่วนร่วมในขบวนการเคลื่อนไหว แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการหลอกขายสินทรัพย์ที่ไม่มีการจดทะเบียน หรือ Unregistered Security และมีความเสี่ยงสูงให้กับผู้สนับสนุนของตัวเอง
ไทม์ไลน์ความพังพินาศ
เรื่องราวเริ่มต้นในช่วงปลายปี 2021 ท่ามกลางกระแสคริปโตบูม Bannon ได้ใช้รายการพอดแคสต์ “War Room” ของเขาในการปั่นกระแสเหรียญ จนราคาพุ่งขึ้นไปถึง 267% ภายในวันเดียว แต่หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งคู่ก็เริ่มลดบทบาทการโปรโมทลงในปี 2022 และประกาศถอนตัวในปี 2023 ทิ้งให้นักลงทุนต้องเผชิญกับชะตากรรมราคาเหรียญที่ดิ่งลงเหว นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเงินค่าธรรมเนียมธุรกรรมกว่า 2.7 ล้านดอลลาร์ ที่อ้างว่าจะนำไปบริจาคการกุศล กลับหายเข้ากลีบเมฆและตรวจสอบไม่ได้
จุดจบของโปรเจกต์ลวงโลก
ฟางเส้นสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อโปรเจกต์ถูกปิดตัวลงอย่างกะทันหันในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดยมีการปิดระบบการซื้อขายและสัญญาว่าจะคืนสภาพคล่องให้กับนักลงทุน แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีใครได้รับเงินคืนแม้แต่แดงเดียว ทำให้เหรียญที่เคยรุ่งโรจน์กลายเป็นเพียงขยะดิจิทัลที่ไร้มูลค่า
ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน นี่คือตัวอย่างสุดคลาสสิกของหายนะเมื่อการเมืองมาผสมกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ การใช้ความศรัทธาทางการเมืองมาเป็นเครื่องมือในการระดมทุนมักจะจบไม่สวยเสมอ เพราะมันทำให้เราใช้อารมณ์รักชาติมากกว่าเหตุผลในการตัดสินใจ สิ่งที่น่าเจ็บใจที่สุดไม่ใช่การขาดทุน แต่คือการถูกคนที่เรารักและศรัทธาหลอกใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากิน ใครที่กำลังอินกับเหรียญนักการเมืองช่วงนี้ ก็ดูเคสนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ
ที่มา: bloomberg

