<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

ยอดใช้งาน AI ที่พุ่งสูงอาจดันการปล่อยคาร์บอนในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 900,000 ตัน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • การใช้งาน AI ที่ขยายตัวในสหรัฐอเมริกาอาจเพิ่มการปล่อย CO2 ถึง 900,000 ตันต่อปี (~0.02% ของการปล่อยทั้งหมดของประเทศ)
  • ความต้องการไฟฟ้าจาก AI อาจเพิ่มขึ้น 12 Petajoules ต่อปี เทียบเท่าการใช้ไฟฟ้าของบ้าน 300,000 หลัง
  • การศึกษาชี้ว่า AI ปล่อย CO2 ประมาณ 56 ล้านตันต่อปี ใกล้เคียง Bitcoin mining ที่ 48-69 ล้านตัน

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral

แม้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของ AI จะไม่ส่งผลโดยตรงต่อราคาคริปโตในระยะสั้น แต่เป็นประเด็นสำคัญที่อุตสาหกรรมคริปโตควรใส่ใจ เพราะ Bitcoin mining และ Blockchain ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องพลังงานมานาน การที่ AI กำลังกลายเป็นผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่อาจเปลี่ยนมุมมองของสาธารณะ และอาจทำให้การโจมตีต่อคริปโตลดลง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรมองว่านี่เป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อทำความเข้าใจภาพรวมอุตสาหกรรมเทคโนโลยี มากกว่าสัญญาณการเทรด

จากการศึกษาจากงานตีพิมพ์ใน Environmental Research Letters เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2026 พบว่าการใช้งาน AI ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในสหรัฐอเมริกาอาจเพิ่มการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ถึงเกือบ 900,000 ตันต่อปี การวิจัยประเมินว่าการนำ AI มาใช้อย่างแพร่หลายในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และบริการสาธารณะจะทำให้การปล่อย CO2 ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 896,000 ตัน หรือคิดเป็น 0.02% ของการปล่อยทั้งหมดของประเทศ ซึ่งแม้จะเป็นตัวเลขที่วัดได้แต่ก็ยังคงอยู่ในระดับจำกัด นักวิจัยคำนวณว่าความต้องการไฟฟ้าอาจเพิ่มขึ้นถึง 12 Petajoules ต่อปี เทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของบ้านประมาณ 300,000 หลังในสหรัฐฯ

AI กินไฟเท่าบ้าน 300,000 หลัง

การศึกษาวิเคราะห์ว่า AI จะถูกนำไปใช้ในหลายภาคส่วน และคำนวณความต้องการไฟฟ้าเพิ่มเติมที่จำเป็นเพื่อรองรับการประมวลผลข้อมูล การฝึกโมเดล และระบบอัตโนมัติ นักวิจัยประเมินว่าการใช้พลังงานอาจเพิ่มขึ้นถึง 12 Petajoules ต่อปี ซึ่งเทียบได้กับปริมาณไฟฟ้าที่บ้านประมาณ 300,000 หลังใช้ในหนึ่งปี

ที่น่าสนใจคือแม้ตัวเลขจะดูมาก แต่เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ใช้พลังงานสูง รอยเท้าคาร์บอนของ AI ยังคงเล็กกว่า แม้ว่าการใช้งานจะเร่งตัวขึ้นก็ตาม อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่าการปล่อยก๊าซที่เพิ่มขึ้นนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงประสิทธิภาพเมื่อ AI กลายเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ

เปรียบเทียบ AI กับ Bitcoin Mining

การศึกษาล่าสุดประเมินว่า AI ปล่อย CO2 ระหว่าง 32.6-79.7 ล้านตันต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 56 ล้านตัน ซึ่งใกล้เคียงกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศสิงคโปร์ที่ 53 ล้านตันในปี 2022 เมื่อเทียบกับ Bitcoin mining ข้อมูลแสดงว่า Bitcoin ปล่อย CO2 ประมาณ 39.8-69 ล้านตันต่อปี ซึ่งใกล้เคียงกับ AI

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก IMF ระบุว่าการขุด Bitcoin อาจสร้างการปล่อย CO2 ถึง 0.7% ของโลกภายในปี 2027 และหากนับรวมศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ทั้งหมด การปล่อย CO2 อาจถึง 450 ล้านตันภายในปี 2027 หรือ 1.2% ของการปล่อยทั่วโลก

ที่สำคัญคือ การทำธุรกรรม Bitcoin หนึ่งครั้งปล่อย CO2 ระหว่าง 600-700 กิโลกรัม ใช้น้ำมากกว่า 17,000 ลิตร และสร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 130 กรัม ในขณะที่การตอบคำถามของ AI Chatbot หนึ่งครั้งใช้ CO2 เพียง 1.14 กรัม และน้ำ 45 มิลลิลิตร แสดงให้เห็นว่าการใช้งาน AI แต่ละครั้งมีผลกระทบน้อยกว่า Bitcoin มาก

ทางออกคือพลังงานสะอาดและประสิทธิภาพ

การวิเคราะห์ระบุว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับในอนาคตจากการเพิ่มผลิตภาพและระบบอัตโนมัติสามารถจับคู่กับการปล่อยก๊าซที่ลดลงได้ หากนักพัฒนาให้ความสำคัญกับฮาร์ดแวร์ที่ประหยัดพลังงาน ซอฟต์แวร์ที่ปรับให้เหมาะสม และแหล่งพลังงานที่สะอาดกว่า หากไม่มีขั้นตอนเหล่านี้ ผลกระทบสะสมจากความต้องการไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนโดย AI อาจเพิ่มขึ้นเมื่อระบบขยายขนาด

IMF แนะนำว่าการเก็บภาษีไฟฟ้าโดยตรงที่ $0.047 ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงสำหรับการขุดคริปโต หรือ $0.032 สำหรับศูนย์ข้อมูล สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซได้ หากรวมผลกระทบต่อมลพิษทางอากาศและสุขภาพท้องถิ่น อัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นเป็น $0.089 และ $0.052 ตามลำดับ

การขุด Bitcoin อาจช่วยพลังงานสะอาด?

การวิจัยเปรียบเทียบพบว่าการขุดคริปโตมีความยืดหยุ่นในการปิดเครื่อง 3-5 เท่าเมื่อเทียบกับ AI ทำให้สามารถทำหน้าที่เป็น “แบตเตอรี่เสมือน” สำหรับโครงข่ายไฟฟ้าได้ โดยสามารถปิดเครื่องอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาที่ไฟฟ้าแพง และเปิดเมื่อมีพลังงานสะอาดส่วนเกิน

งานวิจัยหลายชิ้นในปี 2023-2024 พบว่าการขุด Bitcoin นอกโครงข่ายในช่วงก่อนเชิงพาณิชย์ของฟาร์มลมหรือพลังงานแสงอาทิตย์สามารถสร้างกำไรเพิ่มเติมและสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาด รวมถึงการจับคู่โครงสร้างพื้นฐานไฮโดรเจนสีเขียวกับการขุด Bitcoin สามารถเร่งการใช้งานพลังงานแสงอาทิตย์และลมได้


การที่ AI กำลังกลายเป็นผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ที่มีผลกระทบใกล้เคียงกับ Bitcoin อาจทำให้การวิพากษ์วิจารณ์ที่มุ่งไปที่คริปโตลดลง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือทั้งสองอุตสาหกรรมต้องหันมาใช้พลังงานสะอาดและปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างจริงจัง การที่การขุด Bitcoin มีความยืดหยุ่นสูงกว่า AI อาจทำให้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของทางออกในการรองรับพลังงานหมุนเวียนก็เป็นได้ อนาคตของทั้งสองอุตสาหกรรมจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในขณะที่ยังคงสร้างคุณค่าให้กับสังคม

ที่มา: catenaa, imf, tomshardwar