สรุปข่าว
- Paradigm ออกโรงป้องเหมืองขุด Bitcoin ว่าไม่ได้เป็นตัวการทำให้ค่าไฟแพง แต่กลับช่วยสร้างสมดุลให้กับระบบไฟฟ้าด้วยการใช้พลังงานราคาถูกและคืนพลังงานในช่วงพีค
- ข้อมูลเผยว่าอุตสาหกรรมขุด Bitcoin ใช้พลังงานเพียง 0.23 เปอร์เซ็นต์ของโลก และปล่อยคาร์บอนแค่ 0.08 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
- นักการเมืองสหรัฐฯ และแคนาดากำลังเร่งออกกฎหมายควบคุมศูนย์ข้อมูลและเหมืองขุด โดยอ้างเหตุผลเรื่องผลกระทบต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม
- Paradigm เสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนจากการลงโทษเป็นการให้รางวัลแก่เหมืองขุดที่ช่วยบริหารจัดการพลังงานส่วนเกินและให้ความร่วมมือกับภาครัฐ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
ข่าวนี้เป็นการต่อสู้ในเชิงนโยบายระยะยาว ซึ่งยังไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายที่ชัดเจนในทันที จึงไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาเหรียญในระยะสั้น แต่สะท้อนให้เห็นถึงแรงเสียดทานที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยลบในระยะยาวหากมีการออกกฎหมายควบคุมที่เข้มงวดเกินไป
สงครามระหว่างผู้กำหนดนโยบายและอุตสาหกรรมคริปโตเริ่มระอุขึ้นอีกครั้ง เมื่อเหล่านักการเมืองทั่วทวีปอเมริกาเหนือเริ่มแสดงความกังวลว่าการใช้พลังงานมหาศาลของเหมืองขุด Bitcoin และศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ อาจส่งผลกระทบทำให้ค่าไฟของประชาชนทั่วไปพุ่งสูงขึ้น แต่ล่าสุด Paradigm บริษัทเพื่อการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลชื่อดังได้ออกมาโต้แย้งข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่ารัฐบาลควรเลิกเพ่งเล็งเหมืองขุด Bitcoin เสียที เพราะแท้จริงแล้วอุตสาหกรรมนี้คือตัวช่วยสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับระบบพลังงาน
เหมืองขุดคือตัวปรับสมดุลกริดไฟฟ้า
รายงานจาก Paradigm ซึ่งมีบริษัทเหมืองยักษ์ใหญ่อย่าง Genesis Digital Assets อยู่ในพอร์ตการลงทุน ได้ชี้แจงว่าโมเดลธุรกิจของการขุด Bitcoin นั้นจะอยู่รอดได้ก็ต่อเมื่อใช้พลังงานที่มีราคาถูกที่สุดเท่านั้น ซึ่งมักจะเป็นช่วงเวลาที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ หรือ Off Peak และมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้เหมืองขุดยังมีความยืดหยุ่นสูง สามารถหยุดการทำงานเพื่อคืนพลังงานกลับสู่ระบบได้ทันทีในช่วงเวลาที่ประชาชนมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงที่สุด
Justin Slaughter รองประธานฝ่ายกำกับดูแลกิจการของ Paradigm และ Veronica Irwin ผู้เขียนรายงานระบุว่า ธรรมชาติของการขุด Bitcoin นั้นทำหน้าที่เป็นเหมือนตัวถ่วงน้ำหนักที่ช่วยสร้างสมดุลให้กับโครงข่ายไฟฟ้า ไม่ได้สร้างภาระอย่างที่หลายคนเข้าใจ โดยข้อมูลระบุว่าภาคส่วนนี้ใช้พลังงานเพียงแค่ 0.23 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานทั่วโลก และปล่อยก๊าซคาร์บอนเพียง 0.08 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น
มรสุมกฎหมายถาโถม
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากภาครัฐยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการพยายามออกกฎหมายเพื่อจำกัดการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลและเหมืองขุดดิจิทัล ล่าสุดวุฒิสมาชิก Richard Blumenthal จากพรรคเดโมแครต และ Josh Hawley จากพรรครีพับลิกัน ได้ร่วมกันเสนอร่างกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ศูนย์ข้อมูลเป็นต้นเหตุให้ค่าไฟแพงขึ้น แม้ในเนื้อหาจะไม่ได้ระบุชื่อ Bitcoin โดยตรงแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหมืองขุดก็เข้าข่ายคำจำกัดความของศูนย์ข้อมูลตามกฎหมายสหรัฐฯ
นอกจากนี้ กลุ่มวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตยังได้ส่งจดหมายถึงคณะกรรมาธิการกำกับดูแลพลังงานของรัฐบาลกลาง เพื่อเรียกร้องให้มีมาตรการเร่งด่วนในการปกป้องผู้บริโภคจากการใช้พลังงานที่พุ่งสูงขึ้นของ AI และเหมืองคริปโต ในขณะที่ทางฝั่งแคนาดา รัฐบริติชโคลัมเบียก็ได้ประกาศแผนที่จะระงับการเชื่อมต่อไฟฟ้าให้กับเหมืองขุดแห่งใหม่ไปแล้วเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
เรียกร้องให้รางวัลแทนการลงโทษ
Paradigm ได้ทิ้งท้ายในรายงานว่า แทนที่จะจ้องจับผิดหรือออกกฎหมายมาควบคุม รัฐบาลควรหันมามองในมุมกลับกัน โดยเหมืองขุด Bitcoin ที่ใช้พลังงานส่วนเกินที่อาจสูญเปล่า หรือเหมืองที่เข้าร่วมโครงการของรัฐเพื่อช่วยให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถควบคุมโครงข่ายไฟฟ้าได้ดีขึ้น ควรจะได้รับรางวัลตอบแทนสำหรับพฤติกรรมที่ดีเหล่านี้ ไม่ใช่ตกเป็นจำเลยของสังคม
ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน เรื่องนี้เหมือนหนังคนละม้วนที่ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลของตัวเอง นักการเมืองก็ต้องหาจำเลยมารับผิดชอบเรื่องค่าไฟแพงเพื่อเอาใจฐานเสียง ส่วนเหมืองขุดก็ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า Bitcoin Mining คือผู้ซื้อพลังงานรายสุดท้าย หรือ Buyer of Last Resort ที่ช่วยซับพลังงานส่วนเกินที่ผลิตเกินความจำเป็น การที่รัฐจะเหมารวมว่าเป็นตัวร้ายอาจจะเป็นการตัดโอกาสในการพัฒนาระบบพลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืน ทางออกที่ดีที่สุดคือการหาจุดกึ่งกลางที่เหมืองขุดสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้โดยไม่เบียดเบียนทรัพยากร
ที่มา: coindesk

