<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

เวียดนามเอาจริง! ชงเก็บภาษีโอน ‘คริปโทฯ’ 0.1% ดีเดย์เปิดรับฟังความเห็นแล้ว

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • กระทรวงการคลังเวียดนามเสนอร่างกฎหมายเก็บภาษีคริปโทฯ 0.1% ต่อมูลค่าการโอนสำหรับบุคคลธรรมดา และ 20% จากกำไรสำหรับนิติบุคคล
  • กำหนดเกณฑ์เข้มโดยเว็บเทรดต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสูงถึง 400 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าธนาคารพาณิชย์ถึง 3 เท่า
  • มาตรการนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนำร่องที่ยาวถึงปี 2030 เพื่อจัดระเบียบเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศ

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral 

การจัดเก็บภาษี และออกกฎระเบียบที่ชัดเจนมักถูกมองว่า เป็นดาบสองคม ในแง่หนึ่งมันช่วยสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับในระดับสถาบัน แต่ในอีกแง่หนึ่ง การตั้งเกณฑ์ทุนจดทะเบียนที่สูงลิบ และภาระภาษีอาจทำให้สภาพคล่องในประเทศลดลง 

ตลาดคริปโทฯในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อกระทรวงการคลังของเวียดนามตัดสินใจขยับตัวครั้งใหญ่ด้วยการออกร่างภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลฉบับใหม่ พร้อมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ 

การเคลื่อนไหวนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า เวียดนามกำลังเปลี่ยนผ่านจากการปล่อยให้คริปโทฯเป็นพื้นที่สีเทา สู่การเป็นอุตสาหกรรมที่มีกฎหมายรองรับอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสอดรับกับตัวเลขเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างรุนแรง

เจาะลึกร่างภาษี: โอนปุ๊บ เก็บปั๊บ 0.1%

ภายใต้ข้อเสนอใหม่นี้ นักลงทุนบุคคลธรรมดาทั้งชาวเวียดนามและต่างชาติที่ทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาต จะต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตรา 0.1% ของมูลค่าการโอนในทุกๆ ธุรกรรม 

ซึ่งรูปแบบนี้ถอดแบบมาจากภาษีการซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อให้ง่ายต่อการจัดเก็บและทำความเข้าใจ ส่วนฝั่งนิติบุคคลหรือบริษัทที่จดทะเบียนในเวียดนามจะโดนหนักกว่า โดยต้องจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% จากกำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณจากราคาขายหักลบต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง 

ที่สำคัญคือ ธุรกรรมเหล่านี้จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระซ้ำซ้อนเกินไป

เว็บเทรดต้องทุนจดทะเบียนสูงกว่าธนาคาร 3 เท่า

เงื่อนไขที่สร้างเสียงฮือฮาที่สุดในร่างกฎหมายนี้คือ ข้อกำหนดสำหรับผู้ประกอบการแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล โดยรัฐบาลเวียดนามเสนอให้เว็บเทรดต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสูงถึง 400 ล้านดอลลาร์ 

ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าที่กำหนดไว้สำหรับธนาคารพาณิชย์ถึง 3 เท่าและสูงกว่าบริษัทการบินถึง 33 เท่า สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลต้องการเพียงผู้เล่นระดับบิ๊ก ที่มีความมั่นคงทางการเงินสูงสุดเท่านั้นที่จะเข้ามาดำเนินกิจการ 

รวมทั้งยังจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติไว้ไม่เกิน 49% โดยโครงการนำร่องนี้จะทดลองใช้ไปจนถึงเดือนกันยายน 2030 และบังคับให้ทุกธุรกรรมต้องชำระราคาเป็นสกุลเงินดองเวียดนาม (VND) เท่านั้น

เศรษฐกิจดิจิทัลโตแรงแซงทางโค้ง

เหตุผลที่เวียดนามต้องรีบจัดระเบียบ เนื่องจากมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศพุ่งทะยานไม่หยุด ในปี 2025 คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าแตะ 72.1 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นกว่า 14% ของ GDP ประเทศ 

รายงานจาก Google และ Temasek ระบุว่า เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจดิจิทัลโตเร็วที่สุดในอาเซียน โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่างฮานอย และไฮฟองที่มีการใช้ AI และ Big Data อย่างแพร่หลาย รัฐบาลจึงต้องเร่งออกคำสั่ง Directive No. 57 เพื่อควบคุมความมั่นคงไซเบอร์ และคุ้มครองข้อมูลประชาชนให้ทันกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนขึ้น

ที่มา : coingeek


มุมมองผู้เขียน : การเก็บภาษี 0.1% อาจดูเหมือนไม่มากสำหรับนักเทรดรายวัน แต่การตั้งเกณฑ์ทุนจดทะเบียนเว็บเทรดไว้สูงถึง 400 ล้านดอลลาร์คือการคัดกรองที่โหดหินมาก สิ่งนี้จะทำให้เว็บเทรดรายย่อยล้มหายตายจากไป เหลือเพียงยักษ์ใหญ่ไม่กี่เจ้าที่รัฐควบคุมได้เบ็ดเสร็จ