สรุปข่าว
- สองกองทุนยักษ์ใหญ่จากอาบูดาบี Mubadala และ Al Warda เพิ่มสัดส่วนการถือครอง BlackRock Bitcoin ETF ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2025 สวนทางกับตลาดขาลง
- มูลค่าการถือครองรวมกัน ณ สิ้นปี 2025 ทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์ แม้มูลค่าปัจจุบันจะลดลงบ้างตามสภาวะตลาดต้นปี 2026
- การเข้าซื้อครั้งนี้ตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันที่มีต่อ Bitcoin ในระยะยาว โดยใช้จังหวะตลาดปรับฐานในการสะสมของ
- ผู้บริหาร BlackRock ยืนยันว่าลูกค้าสถาบันส่วนใหญ่ที่ถือ ETF เป็นนักลงทุนระยะยาว ไม่ใช่พวกเก็งกำไรระยะสั้นที่สร้างความผันผวน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่กองทุนระดับชาติ หรือ Sovereign Wealth Fund เข้ามาถือครอง Bitcoin อย่างเปิดเผยและต่อเนื่อง เป็นสัญญาณบวกที่แข็งแกร่งมากสำหรับภาพรวมระยะยาว เพราะเงินเหล่านี้เป็น เงินเย็น ที่มักจะไม่ขายออกง่ายๆ และช่วยสร้างพื้นฐานราคาที่มั่นคง
ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยอาจกำลังตื่นตระหนกกับความผันผวนของตลาด แต่ดูเหมือนว่าพี่เบิ้มระดับโลกจะไม่คิดเช่นนั้น เมื่อสองบริษัทการลงทุนยักษ์ใหญ่จากอาบูดาบีได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน Bitcoin อย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 โดยอาศัยจังหวะที่ตลาดกำลังปรับตัวลงเข้าเก็บของผ่านกองทุน Spot Bitcoin ETF ของ BlackRock ตามข้อมูลจากเอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแลล่าสุด
Mubadala และ Al Warda เดินหน้าเก็บของ
Mubadala Investment Company กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่มีรัฐบาลอาบูดาบีหนุนหลัง ได้ทำการซื้อหน่วยลงทุนของ BlackRock iShares Bitcoin Trust หรือ IBIT เพิ่มเกือบ 4 ล้านหุ้นในช่วงระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ส่งผลให้ยอดถือครองรวมพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 12.7 ล้านหุ้น การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นสวนทางกับราคา Bitcoin ที่ร่วงลงกว่า 23% ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในระยะยาวอย่างชัดเจน โดย Mubadala ได้เริ่มเข้าซื้อ IBIT ครั้งแรกในช่วงปลายปี 2024 และทยอยสะสมเพิ่มเรื่อยมา
ทางด้าน Al Warda Investments อีกหนึ่งบริษัทจัดการการลงทุนชั้นนำจากอาบูดาบีที่ดูแลสินทรัพย์ทั่วโลกให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ก็ไม่น้อยหน้า โดยถือครองหน่วยลงทุนอยู่ที่ 8.2 ล้านหุ้น ณ สิ้นไตรมาสที่ 4 ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า
มูลค่าพอร์ตทะลุพันล้านดอลลาร์
เมื่อรวมมูลค่าการถือครองของทั้งสองกองทุน ณ สิ้นปี 2025 พบว่าพวกเขามีสินทรัพย์ Bitcoin ผ่านกองทุน IBIT รวมกันมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ตลาดคริปโตที่ยังคงเผชิญแรงกดดันในช่วงต้นปี 2026 ส่งผลให้ราคา Bitcoin ปรับตัวลงไปอีกกว่า 23% ตั้งแต่ต้นปี ทำให้มูลค่าพอร์ตปัจจุบันของทั้งคู่อาจลดลงเหลือประมาณ 800 ล้านดอลลาร์ ณ วันอังคาร หากสมมติว่าพวกเขายังไม่ได้ซื้อเพิ่มในปีนี้
การเปิดเผยข้อมูลผ่านแบบฟอร์ม 13F ที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นว่าสถาบันการเงินระดับโลกยังคงให้ความสนใจใน Spot Bitcoin ETF อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความตึงเครียด โดยกองทุน IBIT ของ BlackRock ที่เปิดตัวไปเมื่อต้นปี 2024 ได้กลายเป็นยานพาหนะหลักสำหรับการลงทุนใน Bitcoin ที่มีการกำกับดูแลในสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว
มุมมองระยะยาวจาก BlackRock
แม้ตลาดคริปโตจะเจอมรสุมในช่วงต้นปี 2026 ทั้งความผันผวนที่ต่ำ การมีส่วนร่วมของรายย่อยที่ลดลง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาค แต่นักลงทุนระยะยาวบางกลุ่มกลับใช้โอกาสนี้ในการสร้างฐานสถานะผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีสภาพคล่องและได้รับการกำกับดูแล
Robert Mitchnick หัวหน้าฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลของ BlackRock ได้กล่าวในงานเสวนาเมื่อเร็วๆ นี้ว่า มีความเข้าใจผิดที่เชื่อว่ากองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใช้ ETF เป็นตัวการสร้างความผันผวนและเทขายอย่างหนัก ซึ่งไม่ตรงกับสิ่งที่บริษัทสังเกตเห็นเลย ในทางกลับกัน ผู้ถือหน่วยลงทุน IBIT ส่วนใหญ่นั้นถือครองเพื่อการลงทุนในระยะยาว
ที่มา: coindesk
ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน นี่คือข่าวที่ตอกย้ำคำว่า Smart Money เข้าซื้อตอนที่คนอื่นกลัว ได้ดีที่สุด ในขณะที่เม่าอย่างเราๆ เห็นกราฟแดงแล้วมือสั่น อยากจะคัทลอสหนีตาย แต่พี่ใหญ่อาบูดาบีเขากลับมองเป็นมหกรรมลดราคา Big Sale ซะงั้น การที่เงินระดับพันล้านดอลลาร์ไหลเข้ามาแช่อยู่ใน Bitcoin ETF แบบนี้ มันบอกเราว่าอนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัลยังไปได้อีกไกล ใครที่ใจเสียช่วงนี้ ลองดูกองทุนพวกนี้เป็นตัวอย่าง เขาไม่มานั่งดูกราฟรายนาทีแน่นอน เขาดูอนาคตอีก 5 ปี 10 ปีนู่น

