สรุปข่าว
- ข้อมูลจากเอกสาร 13F ล่าสุดพบกองทุนปริศนาชื่อ Laurore Ltd. จากฮ่องกง เข้าถือครองหุ้น IBIT ETF ของ BlackRock จำนวนกว่า 8.8 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 436 ล้านดอลลาร์
- บริษัทดังกล่าวไม่มีประวัติการทำธุรกรรมกับ SEC มาก่อนและไม่มีข้อมูลบนโลกออนไลน์ แต่ผู้ลงนามในเอกสารมีชื่อว่า Zhang Hui ซึ่งเป็นชื่อจีน ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่านี่อาจเป็นช่องทางลับของสถาบันจีนในการเข้าซื้อ Bitcoin
- การเคลื่อนไหวนี้อาจสะท้อนถึงความพยายามของเงินทุนจากจีนที่ต้องการเข้าถึงตลาดคริปโตโดยใช้ฮ่องกงเป็นทางผ่าน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายที่เข้มงวดในแผ่นดินใหญ่
แนวโน้มส่งผลต่อราคา: Bullish
หากข่าวลือนี้เป็นจริง แสดงให้เห็นว่าความต้องการ Bitcoin จากมหาอำนาจอย่างจีนยังคงมีอยู่สูงและพยายามไหลเข้าสู่ตลาดผ่านช่องทาง ETF ซึ่งจะส่งผลบวกต่อราคาในระยะยาว
ความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในเอกสารเปิดเผยข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์ (13F filings) ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจบ่งชี้ว่า “สถาบันการเงินจากจีน” กำลังหาทางเข้าสะสม Bitcoin อย่างลับๆ
Laurore Ltd. คือใคร?
ในรายงาน 13F ล่าสุด ปรากฏชื่อของบริษัทที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อนอย่าง Laurore Ltd. ซึ่งระบุที่ตั้งอยู่ในฮ่องกง ได้แจ้งการถือครองหน่วยลงทุนในกองทุน iShares Bitcoin Trust (IBIT) ของ BlackRock เป็นจำนวนมหาศาลถึง 8.8 ล้านหุ้น
มูลค่าการถือครองดังกล่าวคิดเป็นเม็ดเงินกว่า 436 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 14,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับบริษัทที่เพิ่งปรากฏชื่อในระบบเป็นครั้งแรกและมีสินทรัพย์เพียงตัวเดียวในพอร์ต
พิรุธ “ทุนจีน” เลี่ยงแบน?
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสงสัยคือ ความลึกลับของ Laurore Ltd. ที่ไม่มีเว็บไซต์ ไม่มีประวัติบนโลกออนไลน์ และไม่เคยยื่นเอกสารกับ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) มาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ลงนามในเอกสารดังกล่าวยังใช้ชื่อว่า Zhang Hui ซึ่งเป็นชื่อที่นิยมใช้ในประเทศจีน
นี่อาจเป็นวิธีการทางวิศวกรรมการเงินของสถาบันในจีนที่ต้องการหลบเลี่ยงกฎระเบียบการแบนคริปโตในประเทศ (Mainland China Ban) ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2021 โดยอาศัยสถานะพิเศษของฮ่องกงและการตั้งบริษัทนอมินีในการเข้าถึงสภาพคล่องของ Bitcoin ในตลาดสหรัฐฯ แทน
สัญญาณบวกของ Global Adoption
หากข้อสันนิษฐานนี้เป็นจริง จะเป็นการยืนยันทฤษฎีที่ว่า “เงินทุนย่อมหาทางออกเสมอ” แม้ทางการจีนจะปิดกั้นการซื้อขายคริปโตโดยตรง แต่ความต้องการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับสถาบันยังคงมีอยู่จริง และ ETF ของ BlackRock ก็กำลังทำหน้าที่เป็นท่อส่งเงินทุนเหล่านี้เข้าสู่ตลาด Bitcoin โลก ซึ่งปัจจุบัน IBIT ถือครอง Bitcoin อยู่กว่า 350,000 BTC หรือคิดเป็น 1.7% ของอุปทานทั้งหมด
เรื่องนี้ตอกย้ำคำกล่าวที่ว่า “Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่เป็นกลางทางลัทธิและการเมือง” ในมุมมองของผู้เขียน การพบชื่อบริษัทจีน (หรือฮ่องกง) เข้ามาถือ IBIT ในสัดส่วนระดับนี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะมันแปลว่าแม้แต่ประเทศที่แบนคริปโตที่สุด ก็ยังไม่อาจต้านทานกระแสการกระจายความเสี่ยงมายัง Bitcoin ได้
การใช้บริษัท Shell Company ในฮ่องกงเพื่อซื้อ ETF สหรัฐฯ เป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดในการเลี่ยงบาลี ซึ่งถ้าเทรนด์นี้ขยายวงกว้าง เราอาจได้เห็นเม็ดเงินมหาศาลจากจีนไหลกลับเข้ามาในตลาดทางอ้อม ซึ่งจะเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้กับราคา Bitcoin ในรอบ Bull Run นี้
ที่มา: @BullTheoryio

