สรุปข่าว
- ทำเนียบขาวกำหนดเดดไลน์ 1 มีนาคม 2568 เพื่อแก้ไขข้อพิพาทเรื่อง Stablecoin Reward และเร่งผลักดันกฎหมาย Clarity Act
- การเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทรัมป์ เป็นสัญญาณชัดเจนว่าจะมีกรอบกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับ Stablecoin โดยเฉพาะ USDT และ USDC
- นักลงทุนควรจับตามองความคืบหน้าของกฎหมายในช่วงสัปดาห์หน้า ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางตลาด Stablecoin มูลค่ารวมกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
การที่ทำเนียบขาวกำหนดเดดไลน์ที่ชัดเจนถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับตลาด Stablecoin เพราะจะทำให้เกิดกรอบกฎหมายที่ชัดเจน ลดความไม่แน่นอนที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของตลาด โดยเฉพาะ USDT และ USDC ที่มีมูลค่าตลาดรวมกันมากกว่า 1.8 แสนล้านดอลลาร์ การมีกฎหมายที่ชัดเจนจะดึงดูดสถาบันการเงินเข้ามามากขึ้น
เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2569 ทำเนียบขาวได้ประกาศกำหนดเดดไลน์ 1 มีนาคม 2568 เพื่อแก้ไขข้อพิพาทเกี่ยวกับ Stablecoin Reward และเร่งผลักดัน Clarity Act ให้ก้าวหน้า ตามรายงานของ Cointelegraph อ้างอิงข้อมูลจาก Fox Business การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์กำลังเร่งสร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับตลาดสกุลเงินดิจิทัล โดยเฉพาะในกลุ่ม Stablecoin ซึ่งมี Tether (USDT) และ USDC เป็นผู้เล่นหลัก การตั้งเดดไลน์ที่ชัดเจนนี้สะท้อนถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่ค้างคามาอย่างยาวนาน
Clarity Act คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
Clarity Act หรือชื่อเต็มว่า “Financial Innovation and Technology for the 21st Century Act” เป็นร่างกฎหมายที่มุ่งสร้างกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนสำหรับสกุลเงินดิจิทัลและ Stablecoin ในสหรัฐอเมริกา กฎหมายฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่ชัดเจนทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของอุตสาหกรรมคริปโตในสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน
สำหรับ Stablecoin โดยเฉพาะ กฎหมายนี้จะกำหนดมาตรฐานการออก การดำเนินงาน และการกำกับดูแลที่ชัดเจน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Tether ที่ออก USDT และ Circle ที่ออก USDC ทั้งสองเหรียญนี้ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันมากกว่า 85% ของตลาด Stablecoin ทั้งหมด การมีกฎหมายที่ชัดเจนจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนสถาบันและธนาคารที่ต้องการเข้ามาในตลาดนี้
ข้อพิพาท Stablecoin Reward คืออะไร
ข้อพิพาทเรื่อง Stablecoin Reward หมายถึงประเด็นการแบ่งผลประโยชน์จากดอกเบี้ยที่ผู้ออก Stablecoin ได้รับจากการนำเงินสำรองไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ปัจจุบัน Tether มีรายได้หลายพันล้านดอลลาร์ต่อปีจากดอกเบี้ยเหล่านี้ แต่ไม่ได้แบ่งคืนให้กับผู้ถือ USDT ในขณะที่บาง Stablecoin รายใหม่เสนอ Reward ให้กับผู้ถือ
ประเด็นนี้กลายเป็นข้อถกเถียงสำคัญในวงการ เพราะเกี่ยวข้องกับความยุติธรรมและโมเดลธุรกิจของ Stablecoin ในอนาคต การที่รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหานี้จะช่วยสร้างมาตรฐานที่ชัดเจนและป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ยังจะส่งผลต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์ Stablecoin ใหม่ ๆ ในอนาคต
ผลกระทบต่อตลาดและสิ่งที่ต้องจับตา
การที่รัฐบาลทรัมป์กำหนดเดดไลน์ที่ชัดเจนถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับตลาดคริปโตโดยรวม เพราะแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่การกำกับดูแลเพียงอย่างเดียว นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าหากกฎหมายผ่านได้จริง จะเห็นเงินทุนสถาบันไหลเข้ามาในตลาด Stablecoin มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า 7 Stablecoins ที่ “หมุนเงิน” เร็วที่สุดในปี 2025 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด Stablecoin โดยมี USDT และ USDC เป็นผู้นำตลาด นอกจากนี้ยังมีรายงานเรื่อง Binance ถือครองเหรียญ Trump ‘USD1’ กว่า 87% ที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของตลาด Stablecoin ในปัจจุบัน
สำหรับสัปดาห์หน้า นักลงทุนควรจับตามองการประชุมและการเจรจาในรัฐสภาอเมริกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในวันที่ 28 ก.พ. และ 1 มี.ค. ซึ่งน่าจะมีข่าวสารความคืบหน้าออกมา หากกฎหมายเดินหน้าได้ตามแผน อาจเห็นผลบวกต่อราคา Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ ด้วย เนื่องจากความชัดเจนทางกฎหมายจะดึงดูดเงินสถาบันเข้าสู่ตลาดมากขึ้น
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้น่าสนใจมาก เพราะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เห็นรัฐบาลสหรัฐฯ กำหนดเดดไลน์ที่ชัดเจนสำหรับกฎหมายคริปโต ไม่ใช่แค่พูดปากเปล่า การที่ทรัมป์สนับสนุนก็ทำให้โอกาสผ่านสูงขึ้นมาก แต่ผมคิดว่าเราอาจเห็นการต่อรองและแก้ไขรายละเอียดอีกหลายรอบก่อนที่กฎหมายจะผ่านจริง โดยเฉพาะเรื่อง Stablecoin Reward ซึ่งกระทบผลประโยชน์ของ Tether โดยตรง สำหรับนักลงทุน ผมแนะนำให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดในช่วง 10 วันข้างหน้านี้ เพราะอาจมีความผันผวนทั้งในแง่บวกและลบ หากมีสัญญาณว่ากฎหมายจะเดินหน้าได้ดี อาจเห็นเงินไหลเข้า Stablecoin และตลาดคริปโตโดยรวมมากขึ้น แต่ถ้ามีสัญญาณติดขัด อาจเห็นแรงเทขายระยะสั้น ที่สำคัญคือเรื่องนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาด Stablecoin ในระยะยาวเลยทีเดียว ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์

