สรุปข่าว
- ชายคนหนึ่งตัดสินใจยกบ้านทั้งหลังให้ภรรยาตอนหย่าร้าง เพื่อแลกกับการเป็นเจ้าของ “คริปโตทั้งหมด” ของครอบครัวเพียงคนเดียว โดยหวังว่าจะรวยเละในช่วงตลาดขาขึ้น
- ฝันต้องสลายหลังเซ็นสัญญาไม่กี่เดือน ตลาดคริปโตดิ่งเหว ทำมูลค่าเงินหายวูบเกินครึ่ง ขณะที่ราคาบ้านยังคงนิ่งสนิท ทนายชี้สัญญาหย่าแก้ไขไม่ได้แล้ว
- ชาวเน็ตสับเละ เป็นบทเรียนราคาแพงของความโลภและความมั่นใจที่เกินพอดี พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การนำเงินครอบครัวไปลงคริปโตจนหมด อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ชีวิตคู่พังตั้งแต่แรก
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
เหตุการณ์นี้เป็นเพียงกรณีศึกษาเชิงจิตวิทยาและดราม่าส่วนบุคคล ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกลไกราคา Bitcoin หรือตลาดภาพรวม แต่สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของนักลงทุนรายย่อย ที่ยังขาดการกระจายความเสี่ยงซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบได้บ่อยในช่วงตลาดผันผวนรุนแรง
กลายเป็นไวรัลที่สร้างทั้งเสียงหัวเราะและหยดน้ำตาให้กับชาวเน็ตทั่วโลก เมื่อเรื่องราวของหนุ่มคนหนึ่งถูกนำมาตีแผ่ผ่านคอลัมน์ให้คำปรึกษาของ Financial Times หลังเจ้าตัวตัดสินใจเลือกทางเดินที่คิดว่า ฉลาดที่สุดในชีวิต แต่กลับกลายเป็นฝันร้ายที่แก้คืนไม่ได้
เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณหนึ่งปีก่อน ท่ามกลางเหตุการณ์การหย่าร้างที่ควรจะจบลงด้วยการแบ่งทรัพย์สินตามปกติ แต่ความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังพุ่งแรงในขณะนั้น ทำให้เขาตัดสินใจเสนอข้อตกลงสุดพิสดาร ที่ทำเอาอดีตภรรยาต้องรีบเซ็นตอบรับทันที
ความโลภบังตา: แลกบ้านทั้งหลัง กับความหวังในคริปโต
ในช่วงเวลาที่ตลาดคริปโตกำลังเป็นขาขึ้น ชายคนนี้ประเมินว่า การถือครองเหรียญดิจิทัลคือโอกาสที่จะทำให้เขา “มั่งคั่ง” กว่าอดีตภรรยาในระยะยาว เขาจึงเสนอ ขอยกบ้านพร้อมทรัพย์สินทุกอย่างภายในบ้านให้ฝ่ายหญิงไปทั้งหมด โดยมีเงื่อนไขเดียวคือ เขาต้องได้เป็นเจ้าของสิทธิในคริปโตเคอร์เรนซีทั้งหมดของทั้งคู่ ซึ่งตอนนั้นมีมูลค่าเกือบครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินรวม
ฝ่ายภรรยาที่อาจจะเน้นสินทรัพย์ที่จับต้องได้มากกว่าจึงตกลงจบสัญญาอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้สามีเก่า นั่งยิ้มกับพอร์ตดิจิทัลที่เขาคิดว่า จะเติบโตเป็นทวีคูณ


ตลาดพังพินาศ: ความมั่นใจกลายเป็นศูนย์
ไม่กี่เดือนหลังจากสัญญาหย่ามีผลบังคับใช้ สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตลาดคริปโตเข้าสู่ภาวะดิ่งเหวอย่างรุนแรง มูลค่าสินทรัพย์ในพอร์ตที่เขาแลกมาด้วยบ้านทั้งหลังหายวูบไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง ในขณะที่มูลค่าบ้านที่ยกให้อดีตภรรยา ยังคงที่และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นด้วยซ้ำ
หนุ่มรายนี้เกิดความเครียดสะสม ทำให้เขาต้องออกมาขอคำปรึกษาว่า พอจะมีทาง “ย้อนเวลา” หรือกลับไปแก้ไขสัญญาได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบที่ได้รับกลับมา เป็นความจริงอันเจ็บปวดที่ว่า สัญญาถูกเซ็นไปแล้ว แก้ไขไม่ได้ และไม่สามารถโทษใครได้ นอกจากความมั่นใจที่เกินเหตุของตัวเอง

บทเรียนของการใส่ “ไข่ในตะกร้าใบเดียว”
หลังจากทวีตนี้กลายเป็นไวรัลที่มีคนกดรีโพสต์กว่า 70,000 ครั้ง ชาวเน็ตก็ไม่รอช้าที่จะเข้ามาถล่มคอมเมนต์อย่างเผ็ดร้อน หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า การที่เขาไม่ยอมกระจายความเสี่ยง หรือทยอยขายเหรียญออกมาเป็นเงินสดบ้าง คือความผิดพลาดพื้นฐานของการลงทุน

บางรายถึงขั้นวิเคราะห์ว่า พฤติกรรมเสพติดความเสี่ยงแบบทุ่มสุดตัวเช่นนี้ อาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ความสัมพันธ์พังทลายตั้งแต่ต้น


ในขณะที่ชาวเน็ตรายหนึ่งสรุปไว้อย่างแสบสันว่า หากเรื่องสลับกันเป็นฝ่ายหญิงที่ลงทุนพลาดแล้วกลับมาขอเงินเพิ่ม สังคมคงมองว่าฟังไม่ขึ้น ดังนั้นในกรณีนี้เขาจึงต้องก้มหน้ารับกรรมจากความโลภที่หวังจะชนะอดีตคู่ชีวิตผ่านตลาดคริปโต

ที่มา : boredpanda
มุมมองผู้เขียน : การนำสินทรัพย์ทั้งหมดไปวางไว้บนความผันผวนโดยไม่มีแผนสำรองคือ การฆ่าตัวตายทางการเงินอย่างแท้จริง เพราะในโลกของการลงทุนที่ความผันผวนเกิดขึ้นได้ทุกวินาที หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมา คุณอาจสูญเสียทุกอย่างจนไม่เหลือเงินไว้ประทังชีวิตหรือเริ่มต้นใหม่ได้เลย
การมีแผนรับมือความเสี่ยงและการจัดสรรเงินบางส่วนไว้ในที่ที่ปลอดภัยจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดพื้นฐานที่นักลงทุนทุกคนต้องมีเพื่อให้การเงินส่วนตัวมั่นคงในระยะยาว
