สรุปบทความ
- SBF โพสต์จากในคุกอ้างว่า FTX ไม่ได้ล้มละลายจริง และลูกค้าได้รับเงินคืน 119-143%
- ตัวเลขดังกล่าวคำนวณจากราคา BTC ณ วันยื่นล้มละลาย (ราวๆ $16,000) ไม่ใช่ราคาปัจจุบัน หากลูกค้ายังถือคริปโตฯ เองจะได้กำไร 3-4 เท่ามากกว่านี้
- การบิดเบือนเรื่องเล่านี้อันตรายเพราะอาจทำให้สังคมลดทอนความร้ายแรงของการฉ้อโกง และสร้างบรรทัดฐานผิดๆ ให้วงการ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา NEUTRAL
ข่าวนี้เป็นกลางต่อตลาดในระยะสั้น เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคคลและกระบวนการทางกฎหมาย ไม่กระทบราคาตลาดโดยตรง แต่เป็นเรื่องสำคัญในแง่ความเชื่อมั่นระยะยาวของวงการคริปโตฯ
Sam Bankman-Fried หรือ SBF อดีตผู้ก่อตั้ง FTX ที่ถูกตัดสินจำคุก 25 ปี กำลังโพสต์ข้อความจากในคุกอ้างว่า FTX ไม่เคยล้มละลายจริง และลูกค้าทุกคนได้รับเงินคืน 119-143% ของมูลค่าที่เคยมี บางคนในชุมชน crypto เริ่มเชื่อตามด้วยซ้ำ แต่ตัวเลขนี้คือกลลวงทางสถิติที่อันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์คริปโตฯ และเราจะพิสูจน์ให้เห็นว่าทำไม
SBF ทวีตอะไรจากในคุก
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา SBF ได้โพสต์ข้อความผ่านบัญชี X ของตัวเอง (ซึ่งมีคนช่วยจัดการให้) อ้างว่าเรื่องราวทั้งหมดของ FTX ถูกบิดเบือน เขาเรียกมันว่า “10 ตำนานที่ผิด” เกี่ยวกับ FTX โดยหนึ่งในข้ออ้างสำคัญที่สุดคือ ลูกค้าของ FTX ได้รับเงินคืน 119-143% ดังนั้น FTX จึง “ไม่ได้ล้มจริง” และเขา “ไม่ได้ทำให้ใครเสียหาย”
บัญชี @byul_finance โพสต์สรุปว่า “ผู้ก่อตั้ง FTX ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด Sam Bankman-Fried อ้างว่า exchange มีสภาพคล่องเพียงพอ ลูกค้าได้รับเงินคืน 119-143%” ขณะที่ @CoinEdition รายงานในทิศทางเดียวกันว่า SBF กำลังอ้างข้อมูลการจ่ายเงินคืนเพื่อท้าทายข้อกล่าวหาเรื่องการล้มละลาย
ฟังดูดีใช่ไหม? ลูกค้าได้คืนมากกว่า 100% ใครจะไปบ่น? แต่ปัญหาคือ ตัวเลข 119-143% นี้ซ่อนความจริงที่โหดร้ายไว้ข้างใน
กลลวงของ “วันยื่นคำร้อง” ที่ทำให้ตัวเลขสวยหรู

นี่คือหัวใจของเรื่อง และเป็นสิ่งที่ SBF จงใจไม่พูดถึง
เมื่อ FTX ยื่นล้มละลายในเดือนพฤศจิกายน 2022 ราคา Bitcoin อยู่ที่ประมาณ $16,000 กระบวนการล้มละลายในสหรัฐฯ กำหนดให้ใช้ราคาสินทรัพย์ ณ “วันยื่นคำร้อง” (petition date) เป็นฐานในการคำนวณมูลค่าหนี้สิน นั่นหมายความว่า ถ้าคุณมี 1 BTC ใน FTX ตอนที่มันล่ม ระบบจะบันทึกว่าคุณมีหนี้สินกับ FTX เท่ากับประมาณ $16,000 ไม่ใช่ตามราคาปัจจุบัน
ตอนนี้ Bitcoin อยู่ที่ราวๆ $67,000-68,000 หมายความว่า 1 BTC ที่คุณเคยมีใน FTX มีมูลค่าประมาณ $67,000 ในปัจจุบัน แต่คุณได้รับเงินคืนแค่ 119-143% ของ $16,000 นั่นคือประมาณ $19,000-23,000
ลองคิดดู ถ้าคุณเก็บ Bitcoin ไว้ในกระเป๋าส่วนตัว วันนี้คุณจะมี $67,000 แต่เพราะ FTX ล่ม คุณได้กลับมาแค่ $19,000-23,000 คุณสูญเสียกำไรที่ควรจะได้ไปกว่า 3-4 เท่า แล้วตอนนี้คนที่ทำให้คุณเสียหายกลับมาบอกว่า “ดูสิ ผมคืนให้เกิน 100% แล้วนะ”
แม้แต่ Grok บอทปัญญาประดิษฐ์ของ X เอง ยังตอบผู้ใช้งานว่า “การจ่ายเงินคืน 119-143% ใช้ราคาคริปโตฯ ของปี 2022 ในการคำนวณ หมายความว่าผู้ใช้พลาดผลกำไรจากการขึ้นราคาทั้งหมด”
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ โจรขโมยรถแล้วคืนตอนราคาตก
ลองนึกภาพแบบนี้ มีคนขโมยรถคุณไปตอนที่มันมีมูลค่า 1 ล้านบาท ผ่านไป 2 ปี รถยี่ห้อเดียวกันราคาพุ่งเป็น 4 ล้านบาทเพราะตลาดรถมือสองเฟื่องฟู แต่แทนที่คุณจะได้รถคืน โจรเอาเงินสดมาให้คุณ 1.2 ล้านบาท แล้วยืนหน้าบ้านคุณตะโกนว่า “ผมคืนให้ 120% แล้วนะ!”
คุณจะขอบคุณเขาไหม? หรือคุณจะโกรธที่ตัวเองพลาดโอกาสกำไร 4 ล้านบาท?
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกค้า FTX ทุกคน SBF ไม่ได้ “ทำให้ลูกค้าได้คืนครบ” ตลาดขาขึ้นต่างหากที่ทำให้ทีมบริหารล้มละลายของ FTX สามารถขายสินทรัพย์ได้ราคาดีพอที่จะจ่ายเงินคืน แต่ลูกค้าพลาดกำไรทั้งหมดจากวัฏจักรขาขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดรอบหนึ่งของ Bitcoin
ย้อนรอยวันที่ FTX ล่ม ภาพที่ SBF พยายามให้คนลืม
เดือนพฤศจิกายน 2022 เป็นช่วงที่มืดมนที่สุดของวงการคริปโตฯ FTX ซึ่งเคยเป็น exchange ใหญ่อันดับ 2 ของโลก ล่มสลายภายในไม่กี่วัน หลังจาก CoinDesk เปิดเผยว่า Alameda Research บริษัทเทรดดิ้งของ SBF เอง ถือ FTT token เป็นสินทรัพย์หลัก ซึ่งเป็นเหมือนการสร้างเงินจากอากาศ
เมื่อข่าวรั่ว Binance ประกาศจะขายทิ้ง FTT ทั้งหมด ลูกค้าตื่นตระหนกแห่ถอนเงิน FTX ไม่มีเงินจ่าย ภายในไม่กี่ชั่วโมง exchange ที่เคยมีมูลค่าหลายแสนล้านบาทก็กลายเป็นศูนย์
ศาลพบว่า SBF ใช้เงินลูกค้าจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์ไปลงทุนผ่าน Alameda Research โดยไม่บอกใคร เงินบางส่วนถูกใช้ซื้ออสังหาริมทรัพย์หรูในบาฮามาส บริจาคให้นักการเมือง และลงทุนในกิจการที่ขาดทุน อย่างที่ @classictradez สรุปไว้ว่า “พฤศจิกายน 2022 หลัง FTX ล่ม ตลาดตื่นตระหนกทั่วโลก Bitcoin ร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ราว $15,500 ซึ่งกลายเป็นจุดต่ำสุดของรอบวัฏจักร”
ผู้ใช้ @ginam610 พูดตรงๆ ว่า “เขาไม่ใช่อัจฉริยะ เขาคือคนโกหก Sam Bankman-Fried เปลี่ยนจากราชาคริปโตฯ เป็นคนที่ทำลายชีวิตคนนับไม่ถ้วน”
@TribalHawk1 เปรียบเทียบเขาไว้ในระดับเดียวกับ Bernie Madoff มหาโจรแชร์ลูกโซ่ตัวจริง และ Jordan Belfort หมาป่าแห่งวอลล์สตรีท
ทำไมการบิดเบือนประวัติศาสตร์ครั้งนี้ถึงอันตราย
ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ที่ SBF โกหก ปัญหาคือมีคนเริ่มเชื่อ
ในชุมชน crypto บน X มีคนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มพูดว่า “จริงๆ FTX ก็คืนเงินครบนะ” โดยไม่เข้าใจกลไกการคำนวณ ซึ่งอันตรายอย่างยิ่งด้วยเหตุผลหลายประการ
ประการแรก มันทำให้คนลดทอนความร้ายแรงของสิ่งที่เกิดขึ้น FTX ไม่ใช่แค่ “บริษัทที่บริหารพลาด” มันคือการฉ้อโกงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คริปโตฯ เงินลูกค้าถูกขโมยไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานฉ้อโกงถึง 7 กระทง
ประการที่สอง มันสร้างบรรทัดฐานที่อันตราย ถ้าสังคมยอมรับว่า “ขอแค่คืนเงินได้ก็โอเค” จะมีคนกล้าทำแบบ FTX อีก เพราะรู้ว่าถ้าตลาดขึ้นพอ ก็สามารถอ้างได้ว่า “ไม่มีใครเสียหาย”
ประการที่สาม มันทำร้ายเหยื่อซ้ำ ลองนึกภาพคนที่มี 10 BTC ใน FTX ตอนมันล่ม ถ้าเขาเก็บเองในกระเป๋า cold wallet วันนี้เขาจะมีสินทรัพย์มูลค่าเกือบ $680,000 แต่สิ่งที่เขาได้รับจากกระบวนการล้มละลายคือราวๆ $190,000-230,000 เขาสูญเสียไปกว่า $400,000 แล้วตอนนี้คนที่ทำให้เขาเสียหายบอกจากในคุกว่า “ทุกอย่างโอเคแล้ว”
อย่างที่ @CardanoSardine พูดไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า SBF “โชคดีที่ 9 ใน 10 คนในวงการคริปโตฯ เป็นพวกที่เอาแต่เล่นเหรียญ meme จนไม่รู้จักเขาด้วยซ้ำ” ซึ่งหมายความว่า ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งมีคนใหม่เข้ามาในตลาดที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์ ยิ่งง่ายที่จะถูกบิดเบือน
บทเรียนที่ต้องไม่ถูกลืม
FTX ไม่ใช่เรื่องเก่าที่ผ่านไปแล้ว มันคือบทเรียนที่ยังมีชีวิต
อย่างที่ @btcwhizz พูดไว้ “90% ของพวกเราอยู่ในหลุมดำเดียวกัน” การล่มสลายของ FTX สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำลาย Genesis, BlockFi, และอีกหลายบริษัท เป็นจุดเริ่มต้นของ “crypto winter” ที่ทำให้คนจำนวนมากสูญเสียเงินทั้งชีวิต
และสำหรับตลาดคริปโตฯ ไทย ผลกระทบรุนแรงไม่แพ้กัน นักลงทุนไทยจำนวนมากใช้ FTX เทรด โดยเฉพาะเทรดเดอร์ที่เล่น Futures และ Derivatives ความเสียหายไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือความเชื่อมั่นที่ถูกทำลาย
@MadeItWithSerge เล่าว่า “การเปิดตัวธุรกิจในปี 2022 ต้องอาศัยความชัดเจน ตอนที่คนส่วนใหญ่เรียกคริปโตฯ ว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ หลัง FTX และ Luna ล่ม เราเห็นอนาคตของระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน” นี่คือเสียงของคนที่เลือกสร้างจากซากปรักหักพัง ไม่ใช่เสียงของคนที่พยายามบอกว่าซากปรักหักพังไม่เคยมีอยู่จริง
ข้อมูลจากเจ้ามือรายใหญ่ก็สะท้อนผลกระทบ @Liquidstat19888 รายงานว่ากระเป๋าเจ้ามือที่นิ่งมา 5 ปี เพิ่งฝาก 1,000 BTC มูลค่ากว่า $67.64 ล้านเข้า Bitfinex โดยเงินต้นถูกถอนจาก Bitstamp และ FTX ในราคาเพียง $29.28 ล้าน ทำกำไรกว่า $38.35 ล้าน นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า คนที่ยังถือ BTC ของตัวเองอยู่ได้กำไรมหาศาล ขณะที่ลูกค้า FTX ถูกบังคับให้ “ขาย” ในราคาก้นบึ้ง
ความเห็นผู้เขียน
ผมจะพูดตรงๆ สิ่งที่ SBF ทำตอนนี้คือการ “ล้างสมอง” ครั้งที่สอง ครั้งแรกเขาล้างสมองคนให้เชื่อว่า FTX ปลอดภัย ครั้งนี้เขาล้างสมองคนให้เชื่อว่ามันไม่เคยอันตราย
ตัวเลข 119-143% ฟังดูดีจนน่ากลัว และนั่นแหละคือเหตุผลที่มันอันตราย มันเป็นสถิติที่ถูกต้องในทางเทคนิค แต่โกหกในทางเนื้อหา เหมือนบอกว่า “คนไข้รอดชีวิต” โดยไม่บอกว่าเขาสูญเสียแขนขาทั้งสี่ข้าง
ถ้าลูกค้า FTX ยังถือ Bitcoin ของตัวเองอยู่ วันนี้พวกเขาจะมีเงินมากกว่าที่ได้รับคืนถึง 3-4 เท่า “ตลาดขาขึ้น” ต่างหากที่คืนเงินให้พวกเขา ไม่ใช่ SBF และที่ร้ายกว่านั้นคือ พวกเขาไม่ได้รับ crypto คืน แต่ได้รับเงินสด นั่นหมายความว่าพวกเขาพลาดขาขึ้นทั้งรอบ
ผมอยากให้ทุกคนในวงการคริปโตฯ ไทยจำไว้ว่า อย่าปล่อยให้ใครเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ อย่าปล่อยให้ตัวเลขสวยๆ บดบังความจริงที่ว่าคนนับล้านถูกขโมยอนาคตทางการเงิน และอย่าลืมว่าสิ่งที่ป้องกันไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกคือ “ความทรงจำ” ไม่ใช่ “การให้อภัย”
Not your keys, not your coins ยังคงเป็นบทเรียนที่ทรงพลังที่สุดในคริปโตฯ และ SBF คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่าทำไม

