<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

ทรัมป์ประกาศสู้คดีคืนภาษี 5.25 ล้านล้านบาท 5 ปี ตลาดคริปโตเสี่ยงผันผวนยาว

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศจะสู้คดีคืนเงินภาษีนำเข้ามูลค่า 175,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.25 ล้านล้านบาท) ในศาลเป็นเวลา 5 ปี
  • การประกาศครั้งนี้เป็นการยืนยันว่าความไม่แน่นอนทางนโยบายการค้าจะยืดเยื้อต่อไปอีกยาวนาน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นตลาดทุน
  • นักลงทุนคริปโตต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนจาก sentiment แบบ risk-off ระยะยาวจากวิกฤตภาษีนำเข้าสหรัฐ

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish

การประกาศสู้คดียาว 5 ปีสร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาว ซึ่งส่งสัญญาณ risk-off sentiment ที่ส่งผลกดดันสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต แม้จะไม่ใช่ข่าวที่กระทบตลาดทันทีแต่เป็นการยืนยันว่าวิกฤตนโยบายการค้าจะลากยาวและซับซ้อนขึ้น ทำให้นักลงทุนสถาบันอาจชะลอการเข้าลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 ว่าจะสู้คดีคืนเงินภาษีนำเข้ามูลค่า 175,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.25 ล้านล้านบาท) ในศาล “เป็นเวลา 5 ปีข้างหน้า” ตามรายงานจาก Watcher.Guru และ Crypto Rover การประกาศครั้งนี้เป็นความพยายามล่าสุดของทรัมป์ในการต่อสู้กับคำตัดสินของศาลสูงสุดที่คว่ำนโยบายภาษีนำเข้าของเขา โดยสร้างความกังวลให้กับตลาดการเงินโลกรวมถึงตลาดคริปโตเคอร์เรนซีที่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาค

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ทรัมป์ออกแถลงการณ์โต้ศาลสูงสุดฯ หลังคำตัดสินภาษีนำเข้าผิดกฎหมาย โดยทรัมป์ใช้น้ำเสียงที่รุนแรงในการวิจารณ์ศาลและยืนยันว่าจะหาทางบังคับใช้นโยบายภาษีนำเข้าต่อไป การประกาศล่าสุดเรื่องการสู้คดียาว 5 ปีแสดงให้เห็นว่าวิกฤตทางรัฐธรรมนูญและนโยบายการค้าของสหรัฐจะยืดเยื้อไปอีกนาน

สงครามคดีความยาว 5 ปี สัญญาณความไม่แน่นอนระยะยาว

การที่ทรัมป์ประกาศจะสู้คดีคืนเงินภาษีนำเข้ามูลค่าเกือบ 6 ล้านล้านบาทเป็นเวลา 5 ปี แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐไม่มีเจตนาจะยอมรับคำตัดสินของศาลสูงสุดอย่างสันติ เงินจำนวนมหาศาลนี้เป็นเงินภาษีที่รัฐบาลสหรัฐเรียกเก็บจากบริษัทต่าง ๆ ภายใต้นโยบายภาษีนำเข้าที่ศาลสูงสุดตัดสินว่าผิดกฎหมาย หากบริษัทเหล่านั้นต้องการเงินคืน พวกเขาจะต้องฟ้องศาลและรอคำตัดสินที่อาจใช้เวลาหลายปี

สถานการณ์นี้สร้างความไม่แน่นอนอย่างมากให้กับภาคธุรกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก เพราะบริษัทต่าง ๆ ไม่สามารถวางแผนการลงทุนหรือการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อไม่รู้ว่าจะได้เงินคืนหรือไม่ และเมื่อใด นอกจากนี้ยังเป็นสัญญาณว่าความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการจะลุกลามต่อไป ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตทางรัฐธรรมนูญที่รุนแรงขึ้น

ผลกระทบต่อตลาดคริปโต sentiment แบบ risk-off ระยะยาว

สำหรับตลาดคริปโตเคอร์เรนซี ข่าวนี้ไม่ใช่ปัจจัยที่กระทบราคาทันทีในระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณเชิงลบในระยะยาวที่สร้าง risk-off sentiment ให้กับตลาด นักลงทุนสถาบันและกองทุนขนาดใหญ่มักจะลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ เมื่อเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคและการเมืองในระดับนี้

นอกจากนี้ หากสงครามคดีความยืดเยื้อจริง 5 ปี ตลาดการเงินสหรัฐและโลกจะต้องเผชิญกับความผันผวนซ้ำซากจากข่าวเกี่ยวกับคดีนี้อย่างต่อเนื่อง การที่ทรัมป์เลือกใช้กลยุทธ์ทางกฎหมายแทนการปฏิบัติตามคำตัดสินของศาล ทำให้ตลาดต้องเผชิญกับ “uncertainty premium” ที่สูงขึ้น ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและทองคำจะได้รับความนิยมมากกว่าสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นและคริปโต

ทรัมป์ยังคงพยายามหาช่องทางอื่น ๆ ในการบังคับใช้นโยบายภาษีนำเข้า รวมถึงการอ้าง IEEPA ให้อำนาจปิดการค้าและการหาช่องทางใหม่เก็บภาษีนำเข้าหลังแพ้ศาลสูงสุด ซึ่งทั้งหมดนี้สร้างภาพของรัฐบาลที่ไม่ยอมปฏิบัติตามหลักนิติรัฐและการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ

สิ่งที่นักลงทุนคริปโตต้องจับตา

นักลงทุนคริปโตควรจับตาปฏิกิริยาของตลาดหุ้นสหรัฐและดัชนีดอลลาร์ (DXY) อย่างใกล้ชิด เพราะคริปโตมีความสัมพันธ์สูงกับตลาดหุ้นในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางมหภาค หากตลาดหุ้นร่วงลงจากความกังวลเรื่องวิกฤตรัฐธรรมนูญและนโยบายการค้า Bitcoin และ Altcoin มักจะตามลงไปด้วย

อีกปัจจัยที่สำคัญคือการตอบสนองของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) หาก Fed เห็นว่าความไม่แน่นอนนี้กระทบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ อาจมีการปรับนโยบายการเงินเพื่อรองรับ ซึ่งอาจเป็นบวกหรือลบต่อคริปโตขึ้นอยู่กับรูปแบบการปรับนโยบาย นอกจากนี้ การที่ทรัมป์โจมตีผู้พิพากษาศาลสูงสุดฯยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่วิกฤตทางการเมืองที่ลุกลามมากขึ้น


ความเห็นผู้เขียน

ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้ไม่ใช่ตัวกระตุ้นให้ราคาคริปโตร่วงทันที แต่เป็นการยืนยันว่าเราต้องเตรียมตัวอยู่ในสภาวะตลาดที่มีความผันผวนจากข่าวมหภาคแบบนี้อีกยาวนาน 5 ปีนั้นไม่ใช่เวลาสั้น ๆ และตลอดช่วงเวลานี้เราจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับคดีความ การตัดสินของศาล และการตอบโต้ของทรัมป์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแต่ละครั้งก็จะสร้างความผันผวนให้กับตลาด

สำหรับคนที่ถือคริปโตในระยะยาว ผมแนะนำให้เตรียมพอร์ตให้พร้อมรับมือกับช่วงที่ตลาดอาจเข้าสู่โหมด risk-off และมีการขายทำกำไรของนักลงทุนสถาบันได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนักหรือขายทิ้งทันที แต่ควรมีสัดส่วนเงินสดไว้เพียงพอเพื่อเฉลี่ยราคาถ้าตลาดร่วง และที่สำคัญคือต้องไม่เล่นเลเวอเรจสูงในช่วงเวลาแบบนี้ เพราะความผันผวนจากข่าวการเมืองสามารถทำให้เกิด flash crash ได้ง่าย

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ ถ้าสงครามคดีความนี้ทำให้ความเชื่อมั่นในระบบกฎหมายและสถาบันของสหรัฐลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อาจกลับกลายเป็นปัจจัยบวกสำหรับ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลหรือสถาบันใด ๆ ในระยะยาว แต่ในระยะสั้นถึงกลาง ผมยังมองว่าเป็น sentiment แบบ bearish มากกว่า