สรุปข่าว
- Michael Burry เผยว่า เขาเคยพิจารณาซื้อ Bitcoin ตั้งแต่ปี 2013 แต่สุดท้ายไม่ได้ลงทุนจริง พร้อมทบทวนการทำนายตลาดตลอด 26 ปีที่ผ่านมา
- แม้จะยอมรับว่า พลาดโอกาสในอดีต แต่ปัจจุบันเขายังคงตั้งคำถามถึงประโยชน์ใช้สอยที่แท้จริงของ Bitcoin โดยมองว่า เป็นเพียงสินทรัพย์เก็งกำไร
- Michael Burry เตือนระวังวงจรล่มสลายจากหลักประกัน หาก Bitcoin ร่วงแรง อาจฉุดลากมูลค่าโลหะมีค่าแบบโทเคนให้หายวูบได้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish
คำเตือนล่าสุดของ Michael Burry กำลังทำให้ตลาดการเงินสั่นคลอน โดยเขามองว่าจุดอันตรายที่สุดคือ การที่บริษัทต่าง ๆ ต้องบันทึกมูลค่าสินทรัพย์ตามราคาตลาดปัจจุบัน เพราะหากราคาดิ่งลงเพียงเล็กน้อย บริษัทเหล่านี้อาจถูกบีบให้ต้องเทขายสินทรัพย์ออกมา เพื่อรักษาสถานะทางการเงิน ซึ่งจะกลายเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ที่รุนแรง
รวมทั้งเขายังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกันระหว่าง คริปโต และ ทองคำโทเคน (Tokenized Gold) ซึ่งความซับซ้อนนี้ อาจทำให้นักลงทุนสถาบันเริ่ม ถอย เพื่อลดความเสี่ยง ส่งผลให้เกิดแรงกดดันมหาศาลต่อราคาในระยะสั้นถึงกลาง
Michael Burry พ่อมดการเงินระดับตำนานผู้โด่งดังจาก The Big Short ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ไล่เรียงเหตุการณ์สำคัญในชีวิตการลงทุนตลอด 26 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งที่สะดุดตาชาวคริปโตมากที่สุดคือ การยอมรับว่าเขาเคยมีโอกาสเข้าซื้อ Bitcoin ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2013 หลังจากได้รับคำแนะนำจากเพื่อนคนหนึ่ง แต่ในตอนนั้นเขาตัดสินใจไม่เข้าลงทุน ซึ่งหากตอนนั้นเขากระโดดเข้าใส่โอกาสนั้นในวันที่ Bitcoin มีราคาเพียงหลักสิบหรือร้อยดอลลาร์ มูลค่าพอร์ตของเขาในวันนี้คงพุ่งทะยานจนยากจะจินตนาการ
ยอมรับ พลาดโอกาสทองในอดีตที่ไม่ซื้อ Bitcoin
แม้จะยอมรับว่า พลาดโอกาสทองในอดีต แต่จุดยืนของ Burry ในปี 2026 นี้ยังคงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงใจ Michael Burry ชี้ให้เห็นว่า Bitcoin ยังขาดประโยชน์ใช้สอยในเศรษฐกิจจริง และพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินเสื่อมได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะหากเปรียบเทียบกับทองคำในช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด ทองคำและแร่เงินกลับสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้จริง สวนทางกับ Bitcoin ที่ยังไม่ได้แสดงพฤติกรรมเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ชัดเจนพอ
Michael Burry ยังย้ำเตือนเรื่องความเปราะบางของบริษัทจดทะเบียนกว่า 200 แห่งที่ถือครอง Bitcoin อยู่ในปัจจุบัน การที่บริษัทเหล่านี้ต้องบันทึกมูลค่าตามราคาตลาดหมายความว่า หากราคา Bitcoin ปรับฐานรุนแรง ระบบควบคุมความเสี่ยงจะบังคับให้ต้องเทขายเหรียญออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ กลายเป็นแรงกดดันมหาศาลที่อาจทำให้ตลาดพังทลาย
วงจรล่มสลายจากหลักประกัน
Michael Burry วาดภาพสถานการณ์ที่น่ากังวลเกี่ยวกับ “วงจรล่มสลายจากหลักประกัน” โดยมองว่า หาก Bitcoin ร่วงลงไปแตะระดับ 50,000 ดอลลาร์ จะไม่ได้กระทบแค่เหล่านักขุดที่ต้องล้มละลายเท่านั้น แต่จะลามไปถึงตลาดทองคำและเงินในรูปแบบโทเคนด้วย เนื่องจากนักเทรดอาจถูกบังคับให้ขายสถานะในโลหะมีค่าแบบโทเคนเพื่อชดเชยการขาดทุนในคริปโต
Michael Burry ประเมินว่า อาจมีแรงขายโยกย้ายเงินออกจากโลหะมีค่าสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้ตลาดฟิวเจอร์สในโลหะมีค่าแบบโทเคนหายไปเหมือนหลุมดำที่ไร้คนรับซื้อ
จับตา “AI รอบสอง” โอกาสใหม่ที่ยั่งยืนกว่า?
แม้ Michael Burry จะออกมาวิจารณ์คริปโตอย่างหนัก แต่กลับให้ความสนใจกับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลในรูปแบบอื่น โดยเฉพาะการ Tokenization ของวอลล์สตรีทอย่าง JPM Coin ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในโลกการเงินจริง
Michael Burry ยังเสนอแนวคิดการลงทุนในกระแส AI รอบที่สอง ซึ่งไม่ใช่แค่การสร้างชิปหรือดาต้าเซ็นเตอร์แบบ NVIDIA แต่เป็นการนำ AI ไปใช้จริง เช่น การค้นพบยา หรือระบบความปลอดภัยไซเบอร์ โดยเขาเผยว่า หุ้นบางตัวในกลุ่มนี้ ทำกำไรไปแล้วกว่า 14.5% ในเวลาเพียง 2 วัน
ที่มา : benzinga
มุมมองผู้เขียน : การที่ Michael Burry ออกมาเปิดเผยย้อนหลังถึงมุมมองที่มีต่อ Bitcoin ตั้งแต่ปี 2013 เป็นการยืนยันชัดเจนว่า เขาคือนักลงทุนสายคุณค่า ที่ยึดติดกับปัจจัยพื้นฐานแบบเคร่งครัดสุด ๆ
แม้ว่าในสายตาคนทั่วไปเขาจะ “พลาด” โอกาสทำกำไรมหาศาลจากการไม่ถือ Bitcoin ไว้ แต่คำเตือนเรื่องวงจรหายนะจากการบังคับขายสินทรัพย์ค้ำประกันนั้นน่ากลัว และมองข้ามไม่ได้เลย เพราะในปัจจุบันที่บริษัทมหาชนยักษ์ใหญ่ต่างพากันถือ Bitcoin ไว้ในงบการเงิน ความเสี่ยงนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงแคบ ๆ อีกต่อไป แต่หากเกิดวิกฤตศรัทธาจนราคาดิ่งลง มันพร้อมจะลากเอาโครงสร้างการเงินของบริษัทเหล่านั้นพังทลายลงมาเป็นโดมิโนได้ทุกเมื่อ

