สรุปข่าว
- สถานทูตสหรัฐฯ ประกาศอพยพเจ้าหน้าที่ออกจากกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้น
- เหตุการณ์นี้ถือเป็นสัญญาณ risk-off ที่นักลงทุนทั่วโลกเริ่มถอนเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงคริปโต
- ประวัติศาสตร์แสดงว่าเมื่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์พุ่งสูง Bitcoin และตลาดคริปโตมักปรับตัวลง แต่อาจฟื้นตัวเร็วถ้าสถานการณ์ไม่ลุกลาม
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ข่าวการอพยพเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯ จากเบรุตเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางกำลังบานปลาย ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกเข้าสู่โหมด risk-off หรือถอนเงินจากสินทรัพย์เสี่ยง Bitcoin และตลาดคริปโตจะได้รับแรงขายระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ถ้าความตึงเครียดนี้ไม่ลุกลามไปกว่านี้ ราคาอาจฟื้นตัวได้เร็ว
สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ประกาศอพยพเจ้าหน้าที่ออกจากพื้นที่เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2568 หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น ตามรายงานจาก Crypto Rover บน X เหตุการณ์นี้ถือเป็นสัญญาณ risk-off ครั้งสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงตลาดคริปโตที่มักเคลื่อนไหวตามความรู้สึกของนักลงทุนต่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
ความตึงเครียดตะวันออกกลางพุ่งสูง สหรัฐฯ ส่งสัญญาณเตือน
การที่สถานทูตสหรัฐฯ ตัดสินใจอพยพเจ้าหน้าที่ออกจากเบรุตเป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่ธรรมดา แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินว่าสถานการณ์ในเลบานอนและภูมิภาคใกล้เคียงกำลังมีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ปกติแล้ว การอพยพเจ้าหน้าที่ทูตจะเกิดขึ้นเมื่อมีความเป็นไปได้ที่สถานการณ์จะลุกลามเป็นความขัดแย้งทางทหาร หรือเมื่อความปลอดภัยของชาวต่างชาติไม่สามารถรับประกันได้อีกต่อไป
ภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นจุดที่มีความไวต่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มานาน และเมื่อสถานการณ์ตึงเครียดขึ้น ตลาดการเงินทั่วโลกมักตอบสนองด้วยการขายทำกำไรในสินทรัพย์เสี่ยง ย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และเงินดอลลาร์
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
เมื่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น นักลงทุนมักเข้าสู่โหมด risk-off หรือหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ซึ่งหมายถึงการถอนเงินออกจากตลาดหุ้น สินทรัพย์ดิจิทัล และสินทรัพย์อื่น ๆ ที่มีความผันผวนสูง Bitcoin และสกุลเงินคริปโตอื่น ๆ แม้จะมีคนโต้เถียงว่าเป็น “ทองคำดิจิทัล” แต่ในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างประเทศทวีความรุนแรงครั้งแรก ตลาดคริปโตมักถูกขายทำกำไรก่อนเพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงและสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว
ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ เช่น การรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2022 หรือความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในปี 2023 ล้วนส่งผลให้ราคา Bitcoin และสกุลเงินคริปโตปรับตัวลงในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หลังจากที่สถานการณ์เริ่มชัดเจนขึ้น หรือนักลงทุนประเมินว่าผลกระทบไม่รุนแรงเท่าที่คาด ตลาดคริปโตมักฟื้นตัวได้เร็ว
สิ่งที่ต้องจับตา
นักลงทุนคริปโตควรจับตาพัฒนาการต่อไปในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์ลุกลามเป็นความขัดแย้งทางทหารที่กว้างขึ้น หรือมีมหาอำนาจอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง แรงขายในตลาดคริปโตอาจทวีความรุนแรงขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าสถานการณ์คลี่คลายหรือไม่ลุกลามไปกว่านี้ ตลาดอาจฟื้นตัวได้รวดเร็ว
นอกจากนี้ ควรจับตาการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และราคาน้ำมัน เพราะทั้งสองตัวนี้เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ ถ้าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและราคาน้ำมันพุ่ง แสดงว่านักลงทุนกำลังวิตกกังวลจริง ๆ ซึ่งจะส่งผลให้ Bitcoin และสกุลเงินคริปโตอื่น ๆ อยู่ในแรงกดดันต่อไป
ส่วนตัวผมมองว่าข่าวนี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับตลาดคริปโต แต่ยังไม่ใช่จุดที่ต้องตื่นตระหนักมากเกินไป เพราะสถานการณ์ในเลบานอนยังไม่ได้ลุกลามไปถึงระดับที่กระทบเศรษฐกิจโลกโดยตรง อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณถือ Bitcoin หรือ altcoin อยู่ แนะนำให้เฝ้าดูข่าวใกล้ชิด และตั้งจุด stop loss ไว้ด้วยเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการปรับตัวลงกะทันหัน ตลาดคริปโตในช่วงที่มีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มักผันผวนมาก ดังนั้นการบริหารความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด สำหรับคนที่คิดจะซื้อเพิ่ม ผมแนะนำให้รอดูให้ชัดเจนก่อนว่าสถานการณ์จะไปทางไหน ไม่ต้องรีบเข้าตลาดตอนนี้

