ราคาทองคำพุ่งทะยานทะลุ 5,200 ดอลลาร์-รับแรงกระเพื่อม ‘ทรัมป์’ สั่งขึ้นภาษี 15% ทั่วโลก

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain
พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ราคาทองคำโลกพุ่งทะลุ 5,200 ดอลลาร์ รับข่าวโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก 15% ชดเชยมาตรการเดิมที่ถูกศาลสูงสุดสั่งยกเลิก
  • ภาคธุรกิจทั่วโลกเผชิญความปั่นป่วนหนัก ต้องรื้อแผนห่วงโซ่อุปทานใหม่ ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งนี้จะดันให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
  • กราฟเทคนิคส่งสัญญาณขาขึ้นชัดเจน โดยมีแนวต้านสำคัญที่ 5,220 และ 5,250 ดอลลาร์ ขณะที่นักวิเคราะห์บางสำนักมองเป้าหมายระยะยาวทะลุ 10,000 ดอลลาร์

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

ท่ามกลางบรรยากาศความไม่แน่นอนทางการเมือง นโยบายภาษีที่คาดเดาไม่ได้ และสถานการณ์ความตึงเครียดทางทหารกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็น “น้ำมันชั้นดี” ที่ราดลงบนกองไฟ ช่วยหนุนให้ทองคำทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์หลบภัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่งผลให้โมเมนตัมในระยะสั้นถึงกลางยังคงเอื้อประโยชน์ต่อฝั่งซื้ออย่างชัดเจน

ราคาทองคำพุ่งทะลุ 5,200 ดอลลาร์แล้ว! ล่าสุดมีการซื้อขายอยู่ที่ระดับ 5,202.32 ดอลลาร์ ปรับตัวขึ้นกว่า 2.04% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา การพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงนี้เป็นผลพวงโดยตรงจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จุดชนวนสงครามการค้าให้ร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง ด้วยการประกาศขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความตื่นตระหนกและแห่โยกเงินเข้าซื้อ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe-haven) อย่างทองคำกันอย่างคึกคัก ในขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็อ่อนค่าลง ยิ่งเป็นแรงส่งให้ราคาทองคำพุ่งทะยานทำสถิติเข้าใกล้จุดสูงสุดตลอดกาล (All-time high) ที่ 5,591.56 ดอลลาร์เข้าไปทุกที

เกมแก้แค้นศาลสูงสุด สู่ความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทานโลก

ต้นตอของความวุ่นวายนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์ สั่งตีตกมาตรการกำแพงภาษีของทรัมป์ที่เคยประกาศใช้ภายใต้กฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) เนื่องจากมองว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต แต่ทรัมป์ก็แก้เกมแบบทันควันด้วยการงัดข้อกฎหมายมาตรา 122 ตามกฎหมายการค้าปี 1974 มาใช้แทน โดยเริ่มจากสั่งเก็บภาษีนำเข้า 10% ก่อนจะปรับขึ้นเป็น 15% ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจประธานาธิบดีสามารถบังคับใช้ภาษีได้นานถึง 150 วันโดยไม่ต้องรอผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

ทางด้านหน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ยืนยันว่าจะระงับการเก็บภาษีตามคำสั่ง IEEPA เดิมในวันอังคารนี้ แต่สิ่งที่ยังเป็นคำถามตัวโตคาใจตลาดคือ เงินภาษีมูลค่ามหาศาลกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์ที่เรียกเก็บไปแล้วนั้น รัฐบาลจะจัดการคืนให้ภาคธุรกิจอย่างไร?

ริชาร์ด ฮันเตอร์ จากแพลตฟอร์มการลงทุน Interactive Investor เปรียบเปรยสถานการณ์นี้ว่าเป็น “ความยุ่งเหยิงขั้นสุด” ในขณะที่ รัส โมลด์ จาก AJ Bell ชี้ว่านี่คือความเสี่ยงระดับหน้าผาชันที่รัฐบาลและเอกชนทั่วโลกต้องเผชิญ เพราะข้อตกลงการค้าเดิมถูกฉีกทิ้ง ภาคธุรกิจต้องรื้อระบบห่วงโซ่อุปทานและการตั้งราคาสินค้าใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะบานปลายนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สัญญาณเทคนิคขาขึ้นชัดเจน พร้อมเป้าหมายสุดกาวทะลุหมื่นดอลล์

ในมุมมองทางเทคนิค กราฟราคาทองคำในกรอบเวลา 15 นาทีได้เปลี่ยนสถานะจากการแกว่งตัวออกข้างสะสมพลัง มาเป็นเทรนด์ขาขึ้นอย่างเต็มตัว

การที่ราคาสามารถเบรกทะลุแนวต้าน 5,180 ดอลลาร์ขึ้นมาได้ เป็นการยืนยันความแข็งแกร่งของฝั่งซื้อ โดยมีด่านทดสอบถัดไปรออยู่ที่ 5,220 และ 5,250 ดอลลาร์ ตามลำดับ หากราคายังสามารถประคองตัวยืนเหนือ 5,180 ดอลลาร์ได้ ทิศทางระยะสั้นก็จะยังคงเป็นบวกต่อไป แต่หากหลุด 5,150 ดอลลาร์ลงมา อาจต้องกลับไปตั้งหลักพักตัวกันอีกรอบ

สำหรับภาพระยะยาว แพลตฟอร์มวิเคราะห์คริปโตและสินทรัพย์อย่าง CoinCodex คาดการณ์ไว้อย่างดุดันว่า ราคาทองคำอาจมีสิทธิ์ทะยานไปถึง 10,262 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2026 โดยประเมินจากปัจจัยโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคที่เปราะบาง และความต้องการสินทรัพย์เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น


ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน เมื่อโลกเข้าสู่โหมด “กฎระเบียบเอาแน่เอานอนไม่ได้” สินทรัพย์แรกที่นักลงทุนสถาบันจะวิ่งเข้าหาก็คือทองคำ การที่ทรัมป์งัดข้อกฎหมายมาใช้ขึ้นภาษีถึง 15% ภายในเวลาอันรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะรักษานโยบายแข็งกร้าวทางการค้าไว้ให้ได้ ซึ่งผลเสียจะตกอยู่กับระบบเศรษฐกิจที่ต้องแบกรับต้นทุนสูงขึ้น

ทองคำจึงไม่ใช่แค่เครื่องประดับหรือสินทรัพย์เก็งกำไรในเวลานี้ แต่เป็นเครื่องมือประกันความเสี่ยงที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด การย่อตัวของราคาทองคำในช่วงนี้จึงมักถูกมองว่าเป็นโอกาสในการเข้าสะสม มากกว่าเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนเทรนด์เป็นขาลง

ที่มา: coinpaper