อิหร่านส่งออกน้ำมันพุ่งสูงสุดในรอบหลายปี แตะ 3.8 ล้านบาร์เรล/วัน ก่อนเจรจานิวเคลียร์ 26 ก.พ.

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain
พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • การส่งออกน้ำมันของอิหร่านพุ่งสูงถึง 3.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในสัปดาห์ที่ผ่านมา เกือบ 3 เท่าของระดับเฉลี่ยช่วงที่ผ่านมา ตามข้อมูลจาก Kpler
  • ใช้ระบบขนส่ง dark shipping หลบมาตรการคว่ำบาตร พร้อมสะสมน้ำมันที่ขายไม่ออกบนเรือทะเลสูงถึง 200 ล้านบาร์เรล
  • เกิดก่อนการเจรจานิวเคลียร์สหรัฐฯ-อิหร่านรอบใหม่ที่เจนีวา วันที่ 26 กุมภาพันธ์ สะท้อนความตึงเครียดที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีปริมาณน้ำมัน 20% ของโลกไหลผ่าน

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish

รายงานจากนักวิเคราะห์ Walter Bloomberg เมื่อเวลา 20.02 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เผยว่าการส่งออกน้ำมันของอิหร่านพุ่งสูงถึงระดับสูงสุดในรอบหลายปี โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาปริมาณการขนถ่ายน้ำมันแตะเกือบ 3.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าเมื่อเทียบกับระดับเฉลี่ยช่วงที่ผ่านมา ตามข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลการขนส่งพลังงาน Kpler สะท้อนให้เห็นว่าอิหร่านกำลังเร่งส่งออกน้ำมันเต็มกำลังก่อนเข้าสู่การเจรจานิวเคลียร์รอบใหม่กับสหรัฐฯ ที่กำหนดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ ณ เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ตัวเลขนี้สูงกว่าข้อมูลที่ติดตามได้จากแหล่งข่าวอื่นอย่างมาก โดยข้อมูลล่าสุดจาก United Against Nuclear Iran ระบุว่าในเดือนพฤศจิกายน 2025 อิหร่านส่งออกน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 2.04 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดของปี 2025 แล้ว การพุ่งขึ้นมาแตะระดับเกือบ 3.8 ล้านบาร์เรลต่อวันจึงถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลและไม่ปกติ น่าจะเกิดจากการขนถ่ายน้ำมันที่สะสมไว้ก่อนหน้านี้ออกมาพร้อมกันในช่วงเวลาสั้น

Dark Shipping หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

การส่งออกน้ำมันของอิหร่านในช่วงนี้ใช้วิธี dark shipping หรือการขนส่งแบบปิดบังตัวตนอย่างเต็มรูปแบบ โดยเรือบรรทุกน้ำมันจะปิดระบบ AIS ซึ่งเป็นอุปกรณ์ติดตามตำแหน่งเรือ เปลี่ยนธงประเทศบ่อยครั้ง และทำการถ่ายน้ำมันจากเรือลำหนึ่งไปยังอีกลำหนึ่งกลางทะเลเพื่อทำให้ยากต่อการตรวจสอบแหล่งที่มา

ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่าปัจจุบันมีน้ำมันของอิหร่านที่ลอยอยู่บนเรือกลางทะเลหรือที่เรียกว่า floating storage สูงถึง 200 ล้านบาร์เรล เป็นสถิติสูงสุดตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 2016 สาเหตุหลักมาจากอุปสงค์จากจีนที่อ่อนตัวลง ทำให้อิหร่านต้องเก็บน้ำมันไว้บนเรือรอขายก่อน ซึ่งก่อให้เกิดต้นทุนที่สูงมาก

นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมประเมินว่าการเช่าเรือบรรทุกน้ำมันขนาด VLCC ในสภาวะปกติมีราคาประมาณ 100,000 ดอลลาร์ต่อวันหรือราว 3.5 ล้านบาทต่อวัน แต่สำหรับเรือที่ยอมรับความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรและเข้าร่วมใน shadow fleet ของอิหร่าน ราคาเช่าจะสูงกว่านั้นหลายเท่า รวมถึงอิหร่านยังต้องลดราคาขายน้ำมันให้กับผู้ซื้อจีนประมาณ 8-10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเพื่อชดเชยความเสี่ยง

นักวิเคราะห์ประเมินว่าอิหร่านสูญเสียมูลค่าการส่งออกน้ำมันไปประมาณ 20-25% จากต้นทุนและส่วนลดเหล่านี้ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8-10 พันล้านดอลลาร์หรือราว 280,000-350,000 ล้านบาทต่อปี

จังหวะเวลาที่น่าสนใจ

การพุ่งขึ้นของการส่งออกน้ำมันในจังหวะนี้เกิดขึ้นเพียง 2 วันก่อนการเจรจานิวเคลียร์รอบที่ 3 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งกำหนดจัดขึ้นที่เมืองเจนีวาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ โดยมีโอมานเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย การเจรจาครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดสูงสุดในรอบหลายปี โดยประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งเตือนอิหร่านไปเมื่อเช้าวันนี้ว่าหากการเจรจาล้มเหลว อิหร่านจะเผชิญกับ very bad day หรือวันที่เลวร้ายมาก

นักวิเคราะห์มองว่าอิหร่านอาจกำลังเร่งส่งออกน้ำมันเพื่อสร้างรายได้สำรองก่อนที่มาตรการคว่ำบาตรอาจเข้มงวดขึ้นหากการเจรจาล้มเหลว หรืออาจเป็นการขนถ่ายสต็อกที่สะสมไว้ออกมาในช่วงที่สถานการณ์ยังคลี่คลายอยู่ ก่อนที่ความตึงเครียดจะกลับมาอีกครั้ง

อีกมุมมองหนึ่งคือ อิหร่านอาจกำลังพยายามสร้างแรงกดดันต่อตลาดน้ำมันโลกด้วยการแสดงให้เห็นว่ายังสามารถส่งออกน้ำมันได้ในปริมาณสูงแม้จะอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร เพื่อใช้เป็นไพ่ต่อรองในการเจรจา

ความเสี่ยงที่ช่องแคบฮอร์มุซ

สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าตัวเลขการส่งออกคือสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดผ่านของน้ำมันประมาณ 20% ของปริมาณการค้าทั่วโลก หรือราว 13-20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ช่วงที่ผ่านมาอิหร่านได้สาธิตการฝึกทหารที่ช่องแคบฮอร์มุซ และปิดการเดินเรือชั่วคราวหลายครั้งเพื่อแสดงพลังและเตือนสหรัฐฯ

หากสถานการณ์บานปลายและอิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง ราคาน้ำมันโลกจะพุ่งขึ้นทันทีอย่างรุนแรง นักวิเคราะห์จาก Lombard Odier ประเมินว่าราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้น 15-20% ภายในไม่กี่วัน ซึ่งจะกระตุ้นเงินเฟ้อทั่วโลกและกดดันเศรษฐกิจ รวมถึงสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต

อย่างไรก็ตาม การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะกระทบกับตัวอิหร่านเองเช่นกัน เพราะจะตัดรายได้หลักของประเทศและอาจนำไปสู่การตอบโต้ทางทหารจากสหรัฐฯ และพันธมิตร นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงมองว่าอิหร่านน่าจะใช้เพียงแค่การขู่เท่านั้น ไม่ปิดจริง

ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

ข่าวนี้เป็นลบต่อตลาดคริปโตในระยะสั้น เพราะสะท้อนให้เห็นว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงรุนแรง และมีโอกาสที่จะบานปลายเป็นความขัดแย้งทางทหารได้ สถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้นักลงทุนทั่วโลกเข้าสู่โหมด risk-off หรือหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่ง Bitcoin และคริปโตจะได้รับแรงขายหนัก

นอกจากนี้ หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง จะกระตุ้นเงินเฟ้อและอาจทำให้ธนาคารกลางต่างประเทศต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไป ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมดรวมถึงคริปโต


ส่วนตัวมองว่าข่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่นักลงทุนคริปโตต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า หากการเจรจาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ล้มเหลวและสหรัฐฯ ดำเนินการโจมตีทางทหาร Bitcoin อาจร่วงลงไปทดสอบแนวรับที่ 63,000-64,000 ดอลลาร์ได้ ขณะที่ทองคำจะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

แต่หากการเจรจามีความคืบหน้าหรือทั้งสองฝ่ายตกลงลดความตึงเครียดลงได้ ตลาดคริปโตอาจฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากการปลดล็อกความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งสำคัญคือไม่ควรตัดสินใจลงทุนจากข่าวเพียงอย่างเดียว ต้องรอดูปฏิกิริยาของตลาดและพัฒนาการในอีก 48-72 ชั่วโมงข้างหน้า

แหล่งที่มา: Walter Bloomberg on X, Kpler Data Analytics, United Against Nuclear Iran, Iran International, Bloomberg