สรุปข่าว
- ปริมาณเงินในระบบ (broad money supply) ทั่วโลกพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 144 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนธันวาคม 2568 โดยเพิ่มขึ้นกว่า 13.6 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อเทียบรายปี หรือประมาณ 10.4%
- นี่คือการเร่งตัวต่อเนื่องติดกัน 3 เดือน สะท้อนว่าระบบการเงินโลกกำลังอัดฉีดสภาพคล่องในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับตั้งแต่ปี 2000 ปริมาณเงินโลกโตขึ้นแล้วกว่า 118 ล้านล้านดอลลาร์
- นักวิเคราะห์มองว่าสภาพคล่องที่ล้นระบบนี้เป็นสัญญาณบวกต่อ Bitcoin และสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัว เนื่องจากนักลงทุนมักหันหาสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อในช่วงที่ปริมาณเงินขยายตัวเร็ว
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
ปริมาณเงินโลกที่พุ่งทำสถิติใหม่พร้อมกับโมเมนตัมที่เร่งตัวต่อเนื่องถือเป็นสัญญาณเป็นขาขึ้นต่อ Bitcoin ในระยะกลาง เพราะประวัติศาสตร์ชี้ว่าการขยายตัวของสภาพคล่องโลกมักนำหน้าการพุ่งของราคาสินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยอื่นอย่างความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ยังเป็นตัวแปรที่ต้องจับตาใกล้ชิด
เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 The Kobeissi Letter รายงานว่าปริมาณเงินในระบบทั่วโลก (global broad money supply) พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 144 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนธันวาคม 2568 โดยเพิ่มขึ้นถึง 13.6 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน หรือคิดเป็นการเติบโต 10.4% ที่น่าสังเกตคือนี่คือการเร่งตัวของการเติบโตติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 แล้ว สะท้อนให้เห็นถึงโมเมนตัมการขยายตัวทางการเงินที่ยังไม่มีทีท่าจะชะลอ นับตั้งแต่ปี 2543 ปริมาณเงินโลกเพิ่มขึ้นมาแล้วกว่า 118 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นอัตราการเติบโตทบต้นต่อปีที่ 7.0%
ปริมาณเงินโลก 144 ล้านล้านดอลลาร์ หมายความว่าอะไร
ปริมาณเงินในระบบ (broad money supply) คือตัวเลขที่ครอบคลุมเงินสด เงินฝากในธนาคาร และสินทรัพย์สภาพคล่องอื่น ๆ ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลก การที่ตัวเลขนี้พุ่งแตะ 144 ล้านล้านดอลลาร์พร้อมกับโมเมนตัมที่เร่งตัวต่อเนื่อง บ่งชี้ว่าธนาคารกลางทั่วโลกและระบบสถาบันการเงินกำลังอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เมื่อเทียบสัดส่วน ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ปริมาณเงินโลกเพิ่มขึ้นมาแล้วกว่า 450% จากจุดเริ่มต้นราว 26 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2543 ตัวเลขนี้สะท้อนว่านโยบายการเงินผ่อนคลายในช่วงวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤต 2551 โควิด-19 และรอบล่าสุด ได้ทิ้งมรดกเป็นฐานเงินที่พองตัวอย่างมหาศาล
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
ในมุมมองของตลาดคริปโต การขยายตัวของปริมาณเงินโลกถือเป็นสัญญาณเป็นขาขึ้นในระยะกลาง เนื่องจากเมื่อเงินฟีแอตล้นระบบ นักลงทุนและสถาบันการเงินมักมองหาสินทรัพย์ที่มีอุปทานจำกัดเพื่อเก็บรักษามูลค่า Bitcoin ซึ่งมีจำนวนจำกัดอยู่ที่ 21 ล้านเหรียญ จึงอยู่ในฐานะที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากวัฏจักรนี้ ในทางประวัติศาสตร์ ช่วงที่ปริมาณเงินโลกเร่งตัวมักตามมาด้วยการพุ่งขึ้นของราคา Bitcoin ในช่วง 6-12 เดือนถัดมา
ไม่เพียงแต่ Bitcoin เท่านั้น สินทรัพย์คริปโตอื่น ๆ รวมถึงทองคำและสินทรัพย์จริงที่ถูกทำเป็นโทเคนบนบล็อกเชน ก็มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากสภาพคล่องส่วนเกินที่ไหลออกจากระบบธนาคารแบบดั้งเดิม ท่ามกลางกระแสความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการลดค่าของเงินฟีแอตในระยะยาว ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Ray Dalio ประกาศชัดว่าระเบียบการเงินดั้งเดิมนับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับสัญญาณที่เห็นจากตัวเลขปริมาณเงินโลกครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีรายงานที่ว่า Michael Saylor มองว่า Bitcoin กำลัง ‘ขายลด’ อยู่ในขณะนี้ ซึ่งหากสภาพคล่องโลกยังเร่งตัวต่อเนื่อง มุมมองดังกล่าวก็อาจพิสูจน์ตัวเองได้ในไม่ช้า
ปัจจัยเสี่ยงที่อาจสกัดกั้นโมเมนตัม
แม้ภาพรวมจะดูเป็นบวก แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่อาจชะลอหรือสกัดกั้นการไหลของสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดคริปโต ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคุกรุ่น ทั้งในยูเครนและช่องแคบไต้หวัน รวมถึงนโยบายกำแพงภาษีของรัฐบาล Trump ที่อาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อแต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ยังรายงานด้วยว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์เพิ่งเทขายหุ้นทั่วโลกด้วยความเร็วสูงสุดในรอบหลายสัปดาห์ ซึ่งบ่งชี้ว่าแม้สภาพคล่องจะมีอยู่มาก แต่ความเสี่ยงในระยะสั้นยังคงสูงเช่นกัน
ในระยะยาว การที่ปริมาณเงินโลกเพิ่มขึ้นในอัตราทบต้น 7% ต่อปีนับตั้งแต่ปี 2543 สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างของระบบการเงินที่ต้องพึ่งพาการขยายตัวของสภาพคล่องอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในบริบทนี้ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ที่มีอุปทานคงที่และไม่มีใครควบคุมได้ ยิ่งดูน่าสนใจขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับนักลงทุนที่กังวลเรื่องการเจือจางมูลค่าของเงินฟีแอต
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าตัวเลข 144 ล้านล้านดอลลาร์นี้เป็นสัญญาณที่น่าจับตาสำหรับนักลงทุนคริปโต ไม่ใช่แค่เพราะมันทำสถิติใหม่ แต่เพราะโมเมนตัมการเร่งตัว 3 เดือนติดต่อกันบ่งชี้ว่าเราอาจกำลังเข้าสู่วัฏจักรที่สภาพคล่องล้นระบบอีกครั้ง ซึ่งในอดีตมักตามมาด้วยการพุ่งของ Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วง 6-12 เดือนถัดมา อย่างไรก็ตามการมีเงินในระบบเยอะไม่ได้หมายความว่าเงินนั้นจะไหลเข้าคริปโตทั้งหมด ยังต้องติดตามว่าความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าโลกจะกลายเป็นอุปสรรคสกัดกั้นการไหลของสภาพคล่องไปหรือเปล่า สิ่งที่น่าสนใจคือถ้าปริมาณเงินยังเร่งตัวต่อในไตรมาสหน้า บวกกับ Bitcoin Halving ที่ผ่านมาแล้ว ผลรวมของปัจจัยเหล่านี้อาจสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อขาขึ้นได้มากกว่าที่หลายคนคาดไว้

