ปูตินเซ็นกฎหมายยึด Bitcoin ได้ ไทยอาจเป็นรายต่อไป?

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain
พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • ปูตินลงนามกฎหมายจัดประเภทคริปโตเป็น “ทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้” ให้ศาลรัสเซียมีอำนาจอายัดและยึดสินทรัพย์ดิจิทัลในคดีอาญาได้
  • กฎหมายยังบังคับให้เว็บกระดานเทรดขอใบอนุญาตในประเทศ พร้อมเพิ่มแรงกดดันด้านการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงคดีสอบสวน Pavel Durov ผู้ก่อตั้ง Telegram
  • กรอบกฎหมายนี้อาจกลายเป็นแม่แบบให้ประเทศอื่นรวมถึงไทยนำไปใช้ตาม ซึ่งอาจเปลี่ยนโฉมหน้าการถือครองคริปโตทั่วโลก

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  BEARISH

กฎหมายยึดคริปโตของรัสเซียสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายให้ประเทศอื่นทำตาม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงเชิงกฎระเบียบสำหรับผู้ถือครองคริปโตทั่วโลก แม้ตลาดจะยังไม่ตอบสนองในระยะสั้น แต่ผลกระทบระยะยาวต่อเสรีภาพในการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นเป็นขาลงอย่างชัดเจน

“Not your keys, not your coins” คือคาถาศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวคริปโตท่องกันมาหลายปี แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามหาอำนาจนิวเคลียร์อย่างรัสเซียบอกว่า “ไม่ว่า key จะอยู่ที่ไหน เราก็ยึดได้ตามกฎหมาย” เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ลงนามในกฎหมายฉบับใหม่ที่จัดประเภทสินทรัพย์คริปโตให้เป็น “ทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้” (intangible property) อย่างเป็นทางการ ซึ่งหมายความว่าศาลรัสเซียมีอำนาจอายัดและยึดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitcoin ได้ในคดีอาญา นี่ไม่ใช่แค่ข่าวกฎหมายธรรมดา แต่คือการสร้าง “แม่แบบ” ให้ทุกประเทศทั่วโลกนำไปใช้ตาม

ปูตินเปลี่ยน Bitcoin จาก “สินทรัพย์ลอยฟ้า” เป็น “ทรัพย์สินที่ยึดได้”

สิ่งที่เกิดขึ้นมีนัยสำคัญมากกว่าแค่การ “คุมเข้ม” กฎหมายฉบับนี้ทำสามสิ่งพร้อมกัน ประการแรก จัดประเภทคริปโตเป็นทรัพย์สินตามกฎหมาย ทำให้ศาลมีอำนาจสั่งอายัดและยึดได้โดยชอบ ประการที่สอง กำหนดให้เว็บกระดานเทรดที่ดำเนินการในรัสเซียต้องขอใบอนุญาตภายในประเทศ และประการที่สาม ยังคงห้ามใช้คริปโตเป็นสื่อกลางในการชำระเงินภายในประเทศ

ประธานาธิบดีปูตินกล่าวสุนทรพจน์
ภาพจาก: @crypto_green27, @kemm242 (X)

@crypto_green27 สรุปสาระสำคัญไว้ชัดเจนว่า “ศาลสามารถอายัดและยึดคริปโตในคดีอาญาได้แล้ว เว็บกระดานเทรดต้องขอใบอนุญาตในประเทศ ขณะที่คริปโตยังคงห้ามใช้จ่ายภายในประเทศ” ความขัดแย้งที่น่าสนใจคือ รัสเซียบอกว่าคริปโตไม่ใช่ “เงิน” ที่ใช้จ่ายได้ แต่เป็น “ทรัพย์สิน” ที่รัฐยึดได้ พูดง่ายๆ ก็คือ คุณไม่มีสิทธิ์ใช้มันซื้อขาวของ แต่รัฐมีสิทธิ์เอามันไปจากคุณ

ทำไม self-custody ไม่ใช่เกราะป้องกันอีกต่อไป

ทำไม self-custody ไม่ใช่เกราะป้องกันอีกต่อไป
ภาพจาก AI

หลายคนอาจคิดว่า “ก็แค่ถือ hardware wallet ไว้ ใครจะมายึดได้” แต่ความจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก เมื่อรัฐจัดประเภทคริปโตเป็นทรัพย์สินทางกฎหมาย มันเปิดช่องทางให้ใช้กลไกบังคับคดีทุกรูปแบบที่มีอยู่ ลองนึกภาพตามนี้ ศาลสั่งให้คุณส่งมอบ Bitcoin แต่คุณไม่ยอม สิ่งที่ตามมาคือหมายจับ ข้อหาขัดคำสั่งศาล และบทลงโทษทางอาญาเพิ่มเติม คุณอาจเก็บ private key ไว้ได้ แต่คุณเก็บตัวเองไว้ไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้น ธรรมชาติของบล็อกเชนเองกลับกลายเป็นอาวุธที่รัฐใช้ได้ ทุกธุรกรรมบน Bitcoin นั้นโปร่งใสและตรวจสอบได้ หน่วยงานรัฐที่มีเครื่องมือวิเคราะห์ on-chain อย่าง Chainalysis สามารถติดตามกระเป๋าเงินดิจิทัลของคุณได้ ตั้งแต่วินาทีที่คุณเคยผ่านเว็บกระดานเทรดที่มีระบบยืนยันตัวตน (KYC) แม้จะโอนออกไปแล้วก็ตาม

ปูตินนั่งประชุมโดยมีธงรัสเซียเป็นฉากหลัง
ภาพจาก: @Xrypto_Prime (X)

@Xrypto_Prime ชี้ประเด็นเพิ่มเติมว่า “ปูตินลงนามกฎหมายให้ศาลรัสเซียยึดคริปโตรวมถึง Bitcoin ได้ ขณะเดียวกัน Pavel Durov ผู้ก่อตั้ง Telegram ก็กำลังเผชิญการสอบสวนทางอาญา ซึ่งส่งสัญญาณถึงแรงกดดันด้านการบังคับใช้กฎหมายที่เพิ่มขึ้น” การที่เรื่อง Durov ถูกพูดถึงควบคู่ไปด้วย แสดงให้เห็นว่ารัสเซียกำลังโจมตีเทคโนโลยีที่กระจายศูนย์อำนาจพร้อมกันทั้งสองด้าน ทั้งสินทรัพย์ดิจิทัลและแพลตฟอร์มสื่อสารที่เข้ารหัส

“ความโปร่งใส” ของบล็อกเชน กลายเป็นอาวุธของรัฐ

ภาพจาก AI

สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การ “หา” private key ของคุณ แต่มุ่งเป้าไปที่การสร้างกรอบทางกฎหมายเพื่อ “บังคับ” ให้คุณส่งมอบมันเอง คำสั่งศาล + การลงโทษทางอาญาสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติตาม = แรงจูงใจที่แข็งแกร่งกว่าเทคโนโลยีแฮกกิ้งใดๆ

แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในวงการความมั่นคงไซเบอร์ มีคำพูดที่ว่า “$5 wrench attack” ที่หมายความว่า ไม่ว่าการเข้ารหัสจะซับซ้อนแค่ไหน แค่ขู่ทำร้ายร่างกายก็ได้รหัสผ่านมาแล้ว สิ่งที่รัสเซียทำคือเปลี่ยน “$5 wrench” ให้กลายเป็นระบบกฎหมายทั้งระบบ มีศาล มีตำรวจ มีอัยการ มีเรือนจำ ทั้งหมดนี้ถูกกฎหมายและบังคับใช้ได้อย่างเป็นทางการ

โลโก้ Bitcoin
ภาพจาก: @Liembriel (X)

@vfwrfd ให้ความเห็นเพิ่มเติมที่น่าสนใจว่า “Pavel Durov เผชิญข้อกล่าวหาว่าสนับสนุนการก่อการร้ายในรัสเซีย อาจเป็นเพราะ Telegram ไม่ยอมส่งมอบกุญแจเข้ารหัสหรือแชท กฎหมายยึดคริปโตบวกกับคดี Durov เท่ากับรัฐบีบรัดเทคโนโลยีที่กระจายศูนย์อย่างเต็มรูปแบบ” นี่คือภาพใหญ่ที่ต้องมองให้ชัด ไม่ใช่แค่เรื่อง Bitcoin แต่คือการที่รัฐอำนาจนิยมพยายามกำจัดทุกสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

แม่แบบสำหรับทั่วโลก และไทยอาจเป็นรายต่อไป

แม่แบบสำหรับทั่วโลก และไทยอาจเป็นรายต่อไป
ภาพจาก AI

คำถามที่คนไทยควรถามตัวเองคือ ถ้ารัสเซียทำได้ ประเทศอื่นจะตามไหม คำตอบคือ แทบจะแน่นอน เพราะกรอบทางกฎหมายที่รัสเซียสร้างขึ้นนั้นไม่ได้ซับซ้อนเลย แค่จัดประเภทคริปโตเป็น “ทรัพย์สิน” แล้วใช้กฎหมายยึดทรัพย์ที่มีอยู่เดิม ไม่ต้องเขียนกฎหมายใหม่ทั้งฉบับ

ลองมองกลับมาที่ประเทศไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีอำนาจอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินอยู่แล้ว สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังคุมเข้มเว็บกระดานเทรดคริปโตอย่างต่อเนื่อง หากวันหนึ่งไทยออกกฎหมายจัดประเภทคริปโตเป็นทรัพย์สินที่ศาลสั่งยึดได้ในคดีอาญา กรอบทางกฎหมายก็แทบจะพร้อมใช้งานทันที

@kemm242 สรุปสถานการณ์ไว้ว่า “รัสเซียเดินหน้ากำกับดูแลคริปโตอย่างเข้มงวด แรงกดดันด้านกฎระเบียบกำลังเพิ่มขึ้น” และแรงกดดันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในรัสเซีย มันกำลังกลายเป็นเทรนด์ระดับโลก

ตลาดไม่ขยับ แต่นัยระยะยาวสั่นสะเทือน

ตลาดไม่ขยับ แต่นัยระยะยาวสั่นสะเทือน
ภาพจาก AI

สิ่งที่น่าแปลกใจคือราคา Bitcoin แทบไม่ตอบสนองต่อข่าวนี้เลย @stephenmir52310 ตั้งข้อสังเกตว่า “ปูตินอนุมัติกฎหมายยึดคริปโต แต่ BTC แทบไม่ขยับ การปราบปรามมาแล้วก็ไป แต่ความทนทานของ Bitcoin คือเหตุผลที่ผมยังมองเป็นขาขึ้นในระยะยาว”

ปูตินในห้องประชุมกับธงรัสเซีย
ภาพจาก: @VICKER01171271 (X)

แต่ผมคิดว่าการที่ตลาดไม่ตอบสนองนั้นอาจเป็นเพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจนัยที่แท้จริงของกฎหมายฉบับนี้ ราคาอาจไม่ร่วงวันนี้ แต่ผลกระทบจะค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาเมื่อประเทศอื่นๆ เริ่มลอกแบบตาม เมื่อเว็บกระดานเทรดถูกบังคับให้ส่งมอบข้อมูลผู้ใช้ เมื่อบริษัทวิเคราะห์ on-chain ทำสัญญากับรัฐบาลมากขึ้น และเมื่อ “privacy” บนบล็อกเชนกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายในบางประเทศ

คำถามไม่ใช่ว่า Bitcoin จะอยู่รอดหรือไม่ เพราะมันจะอยู่ แต่คำถามคือ Bitcoin ที่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายของรัฐทุกรัฐนั้น ยังคงเป็น “เสรีภาพทางการเงิน” ที่เราเคยเชื่ออยู่หรือเปล่า

สงครามคริปโตระดับรัฐ จุดเริ่มต้นของยุคใหม่

สงครามคริปโตระดับรัฐ จุดเริ่มต้นของยุคใหม่
ภาพจาก AI

มองให้กว้างขึ้นอีก สิ่งที่รัสเซียทำไม่ใช่แค่ “กำกับดูแล” แต่คือการสร้างอาวุธทางกฎหมายใหม่ในยุคดิจิทัล เมื่อรัฐสามารถจัดประเภท ติดตาม อายัด และยึดสินทรัพย์ดิจิทัลได้ สิ่งที่เคยเป็น “ที่หลบภัย” ของคนจากระบบการเงินดั้งเดิม ก็กลายเป็นอีกสนามรบหนึ่งของอำนาจรัฐ

และนี่คือความย้อนแย้งที่ใหญ่ที่สุด ความโปร่งใสของบล็อกเชนที่เคยเป็นจุดแข็ง กลายเป็นจุดอ่อนเมื่อเผชิญกับรัฐที่มีทั้งกฎหมาย เทคโนโลยีสอดแนม และอำนาจบังคับใช้ ชุมชนคริปโตสร้างระบบที่ “ทุกคนตรวจสอบได้” แต่ลืมคิดว่า “ทุกคน” นั้นรวมถึงรัฐบาลที่ต้องการควบคุมประชาชนด้วย

ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นมีสองทาง ทางหนึ่ง กดดันให้เกิดนวัตกรรมด้านความเป็นส่วนตัวมากขึ้น เช่น เหรียญ privacy coin หรือเทคโนโลยี zero-knowledge proof ที่ทำให้ธุรกรรมตรวจสอบไม่ได้ อีกทางหนึ่ง รัฐบาลหลายประเทศอาจประกาศให้เทคโนโลยีเหล่านี้ผิดกฎหมาย กดดันให้ผู้ใช้กลับมาอยู่ในระบบที่ “เห็นได้” ซึ่งก็คือ stablecoin ที่ออกโดยรัฐ หรือ CBDC

ความเห็นผู้เขียน

ผมจะพูดตรงๆ ว่ากฎหมายนี้ทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจ ไม่ใช่เพราะกลัวว่ารัสเซียจะยึด Bitcoin ของผม แต่เพราะมันเปิดประตูให้ทุกประเทศทำตามได้โดยไม่ต้องใช้จินตนาการมาก รัสเซียเขียนแม่แบบไว้แล้ว แค่แปลภาษาก็ใช้ได้เลย

สำหรับคนไทย ผมคิดว่าเรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่หลายคนคิด ปปง. มีอำนาจอายัดทรัพย์สินอยู่แล้ว ก.ล.ต. กำลังกำกับเว็บกระดานเทรดเข้มขึ้นเรื่อยๆ วันหนึ่งที่ศาลไทยมีอำนาจสั่งยึดคริปโตอาจไม่ไกลเท่าที่เราคิด และเมื่อถึงวันนั้น คำว่า “not your keys, not your coins” จะกลายเป็นเรื่องตลกร้าย เพราะแม้ key จะเป็นของคุณ แต่ตัวคุณเป็นของรัฐ

ผมยังเชื่อว่า Bitcoin มีคุณค่าและจะอยู่รอดในระยะยาว แต่เราต้องเลิกหลอกตัวเองว่ามันอยู่เหนือกฎหมาย มันไม่เคยอยู่เหนือ และมันจะไม่มีวันอยู่เหนือ ตราบใดที่เรายังเป็นพลเมืองของรัฐใดรัฐหนึ่ง สิ่งที่เราทำได้คือผลักดันให้กฎระเบียบเป็นธรรม ไม่ใช่ทำเป็นมองไม่เห็น แล้วตกใจเมื่อถูกเรียกไปศาล

สุดท้ายแล้ว ปูตินไม่ได้ฆ่า “not your keys, not your coins” แต่เขาทำให้เราเห็นว่ามันเป็นแค่ครึ่งเดียวของความจริงมาตั้งแต่ต้น