ราคา Uniswap (UNI) พุ่งทะยานกว่า 15% รับมติโหวตเปิดระบบ “Fee Switch” เก็บค่าธรรมเนียม

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain
พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ราคาเหรียญ UNI ทะยานขึ้นกว่า 15% ภายใน 24 ชั่วโมง ขานรับข้อเสนอการปรับปรุงระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียม (Fee Switch) ให้ครอบคลุม 8 เครือข่ายเลเยอร์ 2
  • เปลี่ยนระบบการเก็บค่าธรรมเนียมจากเดิมที่ต้องเลือกเป็นรายคู่เทรด มาเป็นระบบอัตโนมัติทั้งระบบ บน Uniswap v3 ซึ่งคาดว่า จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นถึง 27 ล้านดอลลาร์ต่อปี
  • รายได้ที่จัดเก็บได้ จะถูกนำไปใช้ในการซื้อคืน และเผาเหรียญ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือโทเคนโดยตรง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish 

การปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐศาสตร์ของโทเคน (Tokenomics) ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เหรียญ UNI มีปัจจัยพื้นฐานรองรับที่ชัดเจนขึ้น จากเดิมที่เป็นเพียงโทเคนเพื่อการบริหาร สู่การเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากรายได้ของแพลตฟอร์ม 

หากการโหวตผ่าน และระบบเริ่มทำงาน การเผาเหรียญที่ผูกกับปริมาณการเทรดมหาศาลข้ามเชนจะกลายเป็นแรงผลักดันราคาในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

เว็บเทรดแบบกระจายศูนย์เบอร์หนึ่งอย่าง Uniswap กลับมาทวงสปอตไลท์อีกครั้ง หลังราคาเหรียญ UNI พุ่งทะยานแรงกว่า 15% ในช่วง 24 ชั่วโมง สวนทางกับภาพรวมตลาดที่ราคาบิตคอยน์บวกได้เพียง 4-5% และราคา Ethereum บวกไปราว 8% 

แรงขับเคลื่อนหลักมาจากความตื่นเต้นของเหล่านักลงทุนต่อข้อเสนอปฏิรูปการบริหารจัดการที่มุ่งเน้นการเปิดใช้งาน “Fee Switch” หรือกลไกการดึงค่าธรรมเนียมการเทรดบางส่วนกลับเข้าสู่โปรโตคอลในวงกว้างมากขึ้น โดยครั้งนี้ได้เตรียมขยายฐานการจัดเก็บรายได้ไปยังเครือข่ายเลเยอร์ 2 เพิ่มเติมถึง 8 เครือข่าย

ปรับโมเดลใหม่จาก Manual สู่ระบบอัตโนมัติ 

หัวใจสำคัญของแผนการนี้คือ การเปลี่ยนผ่านจากระบบเดิมที่ต้องใช้มติโหวตเปิดเก็บค่าธรรมเนียมทีละพูล มาเป็นระบบ Tier-based บน Uniswap v3 ที่จะเปิดเก็บค่าธรรมเนียมในทุกพูลคู่เทรดโดยอัตโนมัติ ผ่านโครงสร้างใหม่ที่ชื่อว่า v3OpenFeeAdapter 

ระบบนี้จะทำให้พูลใหม่ๆ บน v3 ถูกเก็บค่าธรรมเนียมโปรโตคอลทันที โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนยุ่งยาก ช่วยลดภาระการทำงานแบบดั้งเดิม และเปิดโอกาสให้แพลตฟอร์มรับรายได้จากคู่เทรดขนาดเล็กที่มีปริมาณมหาศาล

Fee Switch: กลไกปั๊มกำไร คืนสู่ผู้ถือเหรียญ

สำหรับกลไก Fee Switch นี้ รายได้ส่วนหนึ่งที่เคยเป็นของผู้ให้บริการสภาพคล่องจะถูกดึงกลับเข้าสู่คลังของโปรโตคอล เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการซื้อคืนเหรียญ UNI จากตลาด และทำการเผาทิ้งถาวร รวมถึงการเพิ่มเงินทุนสำรองในคลัง 

การเปลี่ยนแปลงนี้ ได้รับการประเมินว่าอาจสร้างรายได้ใหม่เพิ่มขึ้นราว 27 ล้านดอลลาร์ต่อปีให้กับแพลตฟอร์ม เมื่อนำไปรวมกับรายได้เดิมที่มีอยู่กว่า 34 ล้านดอลลาร์ อาจทำให้ Uniswap มีรายได้รวมต่อปีแตะระดับ 60 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนโฉมด้านรายได้ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เปิดแพลตฟอร์มมา

พลิกโฉมจาก DEX ไร้กำไร สู่การสร้างรายได้ครั้งใหญ่

ก่อนหน้านี้ Uniswap มักถูกวิจารณ์ว่า แม้จะมีปริมาณการซื้อขายมหาศาล แต่ผู้ถือโทเคน UNI กลับไม่ได้รับผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม แต่ข้อมูลล่าสุดจาก DeFi Llama เริ่มชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลง โดยในไตรมาส 1 ปี 2026 Uniswap เริ่มทำกำไรขั้นต้นได้ราว 3.12 ล้านดอลลาร์ เทียบกับช่วงปีก่อนหน้า ที่แทบจะเป็นศูนย์ 

การปรับปรุงระบบครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการติดเทอร์โบให้กับการสร้างรายได้จริงที่ผูกกับความสำเร็จของทั้งระบบนิเวศ ไม่ใช่แค่บนเครือข่ายอีเธอเรียมเพียงอย่างเดียว

ที่มา : coindesk


มุมมองผู้เขียน : การที่เหรียญ UNI กำลังพยายามยกระดับตัวเองจากเดิมที่เป็นแค่เหรียญไว้ใช้โหวตทิศทางระบบ (Governance Token) มาเป็นเหรียญที่สามารถ “แบ่งรายได้” ให้กับผู้ถือครอง ถือเป็นข่าวดีที่เหล่าแฟนคลับรอคอยมานาน

แม้จะมีความกังวลกันว่าการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มอาจทำให้ผู้ใช้งานบางส่วนหนีไปใช้คู่แข่งที่ถูกกว่าบ้าง แต่ด้วยความแข็งแกร่งและชื่อของ Uniswap ที่เป็นเบอร์หนึ่งในตลาด ผลกระทบทางลบนี้น่าจะมีไม่มากนัก