สรุปข่าว
- ปากีสถานประกาศอย่างเป็นทางการว่าอยู่ใน ‘สงครามเปิด’ กับกลุ่มตาลีบัน ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญในภูมิภาคเอเชียใต้
- แม้ความขัดแย้งนี้เป็นระดับภูมิภาค ไม่ใช่สงครามระหว่างมหาอำนาจโลก แต่ยังสร้างความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น
- นักลงทุนควรจับตาสถานการณ์ว่าจะบานปลายหรือไม่ และดูว่าตลาดคริปโตจะตอบสนองต่อบรรยากาศความเสี่ยงทั่วโลกอย่างไร
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ข่าวความขัดแย้งระหว่างประเทศมักกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น เนื่องจากนักลงทุนมักเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อถือเงินสดหรือสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาคไม่ใช่ระหว่างมหาอำนาจโลก ผลกระทบต่อคริปโตน่าจะจำกัดและฟื้นตัวได้เร็ว
ปากีสถานออกมาประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 ก.พ. 2569 ว่าขณะนี้ประเทศอยู่ใน ‘สงครามเปิด’ กับกลุ่มตาลีบัน ตามรายงานจาก @CryptoRover (X) ซึ่งถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญในภูมิภาคเอเชียใต้ที่ตึงเครียดอยู่แล้วมานาน การประกาศดังกล่าวสร้างความกังวลในหมู่นักลงทุนทั่วโลก เพราะปากีสถานเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ และมีความสัมพันธ์ซับซ้อนกับอัฟกานิสถานมายาวนาน แม้ความขัดแย้งครั้งนี้จะเป็นระดับภูมิภาคและไม่น่าจะลุกลามเป็นสงครามระหว่างมหาอำนาจโลก แต่บรรยากาศความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยงในทางใดทางหนึ่ง
พื้นหลังความขัดแย้งปากีสถาน-ตาลีบัน
ความตึงเครียดระหว่างปากีสถานและกลุ่มตาลีบันสะสมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะหลังจากตาลีบันกลับมาควบคุมอัฟกานิสถานได้อีกครั้งในปี 2564 ฝั่งปากีสถานกล่าวหาว่าตาลีบันให้ที่พักพิงแก่กลุ่มก่อการร้ายที่โจมตีดินแดนปากีสถาน โดยเฉพาะกลุ่ม Tehrik-i-Taliban Pakistan (TTP) หรือ “ตาลีบันปากีสถาน” ที่ยังคงปฏิบัติการโจมตีพลเรือนและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอยู่เป็นระยะ การประกาศ “สงครามเปิด” ในครั้งนี้จึงอาจหมายถึงการที่ปากีสถานเตรียมตอบโต้ทางทหารอย่างจริงจังมากขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงการโจมตีทางอากาศหรือปฏิบัติการข้ามพรมแดน
ความน่ากังวลอีกประการคือปากีสถานมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง ทำให้แม้ความขัดแย้งนี้ดูเหมือนจะจำกัดอยู่ในระดับภูมิภาค แต่ชุมชนนานาชาติก็ยังต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปในทิศทางใด ขณะเดียวกันจีนและสหรัฐฯ ต่างก็มีผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคนี้ ทำให้ความขัดแย้งนี้มีนัยสำคัญในระดับภูมิรัฐศาสตร์โลกมากกว่าที่ผิวเผินจะเห็น
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์มักส่งผลให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น ซึ่งคริปโตก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาว่าปากีสถานกับตาลีบันไม่ใช่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก ดังนั้นผลกระทบโดยตรงต่อตลาดการเงินระดับโลกน่าจะจำกัด ต่างจากกรณีที่เป็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ จีน หรือรัสเซีย ซึ่งจะมีผลกระทบรุนแรงกว่ามาก
ที่น่าสังเกตคือในช่วงที่ผ่านมา ตลาดคริปโตกำลังเผชิญกับแรงกดดันอยู่แล้วจากหลายปัจจัย ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า หุ้นขนาดเล็กในสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับการไหลออกของเงินทุนในระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งสะท้อนบรรยากาศ risk-off ในตลาดโลกอยู่ก่อนแล้ว ข่าวความขัดแย้งในเอเชียใต้อาจซ้ำเติมความกังวลเหล่านี้ได้ในระยะสั้น แต่ไม่น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางราคาคริปโตในระยะยาว
ในทางกลับกัน มีมุมมองจากนักวิเคราะห์บางส่วนที่มองว่า Bitcoin อาจถูกใช้เป็น “สินทรัพย์ที่ปลอดภัย” ในยามวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ระบบการเงินอาจได้รับผลกระทบจากความไม่มั่นคง ชาวปากีสถานและอัฟกันบางส่วนอาจหันมาใช้คริปโตเพื่อปกป้องทรัพย์สินหากสถานการณ์เลวร้ายลง แต่นี่เป็นผลกระทบระดับจุลภาคและยากที่จะวัดได้ชัดเจน
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้สำคัญในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ แต่ผลกระทบต่อคริปโตน่าจะเป็นแค่ระยะสั้นและไม่รุนแรงนัก เพราะทั้งปากีสถานและตาลีบันไม่ใช่ผู้เล่นหลักในเศรษฐกิจโลก สิ่งที่น่าจับตามากกว่าคือสถานการณ์จะลุกลามไปไกลแค่ไหน และจีนซึ่งมีผลประโยชน์อยู่ในภูมิภาคนี้ผ่านโครงการ CPEC (China-Pakistan Economic Corridor) จะมีท่าทีอย่างไร ถ้าสงครามบานปลายจนกระทบเส้นทางการค้าและพลังงาน นั่นถึงจะเป็นสัญญาณที่ต้องกังวลจริงๆ ตอนนี้แนะนำให้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด แต่อย่าตัดสินใจทางการเงินโดยอาศัยข่าวนี้เพียงอย่างเดียว

