สรุปข่าว
- หุ้นขนาดเล็กและขนาดเล็กมากในสหรัฐฯ มีเงินไหลออกสุทธิ -837 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ล่าสุด ต่อจากสัปดาห์ก่อนที่ทำสถิติสูงสุดที่ -1.2 พันล้านดอลลาร์
- ค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ของเงินไหลออกพุ่งแตะ -638 ล้านดอลลาร์ สูงสุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลในปี 2008 บ่งชี้ว่านักลงทุนหนีความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
- สัญญาณ risk-off ที่รุนแรงนี้มักส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตตามมา โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดขาดความเชื่อมั่น
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
เงินไหลออกจากหุ้นขนาดเล็กในระดับที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤต 2008 สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันกำลังลดความเสี่ยงพอร์ตโฟลิโออย่างจริงจัง เมื่อความอยากเสี่ยงในตลาดหุ้นหดตัว สินทรัพย์เสี่ยงสูงอย่างคริปโตมักได้รับแรงกดดันด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้เป็นตัวชี้วัดที่ตามหลังสถานการณ์จริง ไม่ใช่สัญญาณเตือนแบบทันที
ตามรายงานจาก @TheKobeissiLetter (X) เมื่อช่วงดึกวันที่ 26 ก.พ. 2569 ตามเวลาไทย หุ้นขนาดเล็กและขนาดเล็กมาก (small and micro cap) ในสหรัฐฯ บันทึกเงินไหลออกสุทธิ -837 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ -1.2 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ของเงินไหลออกพุ่งแตะ -638 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลในปี 2008 สัญญาณนี้บ่งชี้ว่าภาวะตลาดกำลังเข้าสู่โหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอย่างจริงจัง ซึ่งในอดีตมักส่งผลกระทบข้ามไปยังสินทรัพย์เสี่ยงอื่น รวมถึงตลาดคริปโตด้วย
เงินไหลออกต่อเนื่องสองสัปดาห์ เทียบได้กับช่วงวิกฤตการเงินโลก
ข้อมูลที่น่ากังวลไม่ใช่แค่ตัวเลขรายสัปดาห์ แต่คือแนวโน้มที่ต่อเนื่อง สัปดาห์ก่อนหน้ามีเงินไหลออกสูงถึง -1.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในชุดข้อมูลนี้ และเมื่อรวมกับสัปดาห์ล่าสุดอีก -837 ล้านดอลลาร์ ค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์จึงพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในยุคหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2551
หุ้นกลุ่ม small cap และ micro cap มักถูกมองเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจในประเทศ เพราะบริษัทเหล่านี้พึ่งพาการเติบโตในประเทศเป็นหลัก การที่เงินไหลออกต่อเนื่องจากกลุ่มนี้สะท้อนว่าสถาบันการเงินกำลังลดการรับความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงปรับพอร์ตตามฤดูกาล
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
เมื่อนักลงทุนสถาบันเข้าสู่โหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (risk-off) ผลกระทบมักไม่หยุดอยู่แค่ตลาดหุ้น สินทรัพย์ที่ถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูงอย่างคริปโตมักได้รับแรงกดดันเพิ่มเติม เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนนำเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทพร้อมกัน ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดในช่วงปลายปี 2565 และต้นปี 2566 เมื่อความเครียดในตลาดหุ้นลากให้ราคา Bitcoin และ Ethereum ปรับตัวลงตาม
อย่างไรก็ตาม ต้องคำนึงว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีสัญญาณเชิงบวกสำหรับตลาดคริปโตเกิดขึ้นหลายอย่างเช่นกัน ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า BlackRock ทุ่มซื้อ Bitcoin กว่า 296 ล้านดอลลาร์ และ Morgan Stanley ประกาศแผนให้บริการเทรด Bitcoin ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจช่วยพยุงตลาดคริปโตให้ต้านทานแรงกดดันจากภาคหุ้นได้บางส่วน นักลงทุนจึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสัญญาณ risk-off ในระยะสั้นกับแรงสนับสนุนเชิงโครงสร้างระยะยาวจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่
สัญญาณที่ต้องจับตาในระยะถัดไป
ข้อมูลเงินไหลออกนี้เป็น lagging indicator หมายความว่ามันสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่ถ้าค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ยังคงอยู่ในระดับนี้หรือพุ่งสูงขึ้นต่อ แสดงว่าความเชื่อมั่นในตลาดทุนสหรัฐฯ ยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม รวมถึงคริปโตในระยะกลาง สิ่งที่น่าติดตามคือข้อมูลเงินไหลเข้า-ออกในสัปดาห์ถัดไป รวมถึงท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ ต่อภาวะตลาดที่ตึงเครียดนี้
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าตัวเลขนี้น่าเป็นห่วงมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะมันไม่ใช่แค่สัปดาห์เดียว แต่เป็นสองสัปดาห์ติดต่อกันที่เงินไหลออกในระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่วิกฤต 2008 สิ่งที่ผมอยากให้จับตาคือตลาดคริปโตจะ decouple ออกจากความเครียดนี้ได้หรือเปล่า เพราะถ้า BlackRock และสถาบันใหญ่ยังซื้อ Bitcoin ต่อเนื่องในขณะที่เงินไหลออกจากหุ้นเล็ก อาจหมายความว่าเงินบางส่วนกำลังย้ายจาก risk asset ประเภทหนึ่งไปยังอีกประเภทหนึ่ง ไม่ใช่หนีออกจากความเสี่ยงทั้งหมด แต่ก็ไม่ควรประมาท ถ้าสัปดาห์หน้าตัวเลขยังแย่อยู่ ความผันผวนของตลาดคริปโตน่าจะเพิ่มขึ้นอีก

