สรุปข่าว
- Trump ประกาศอย่างเป็นทางการว่าสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการรบหลักในอิหร่านแล้ว โดยอ้างเหตุจำเป็นเพื่อกำจัด “ภัยคุกคามที่ใกล้จะเกิดขึ้น” จากระบอบอิหร่าน
- นี่คือการยกระดับความขัดแย้งทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังจากก่อนหน้านี้มีรายงานโจมตีใกล้สำนักงานผู้นำสูงสุดอิหร่านในเตหะราน
- ตลาดการเงินทั่วโลกรวมถึงคริปโตมีความเสี่ยงสูงมากที่จะได้รับแรงเทขายอย่างรุนแรง ขณะที่ทองคำและน้ำมันดิบอาจพุ่งขึ้นแรง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การเริ่มปฏิบัติการรบเต็มรูปแบบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านคือสัญญาณที่รุนแรงที่สุดของภาวะสงครามในรอบหลายทศวรรษ นักลงทุนทั่วโลกจะหนีออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างรุนแรง คริปโตซึ่งถูกมองเป็นสินทรัพย์เสี่ยงสูงมีโอกาสสูงมากที่จะถูกเทขายอย่างหนัก ขณะที่ทองคำ น้ำมันดิบ และดอลลาร์สหรัฐฯ จะได้รับแรงซื้อเข้ามาแทน
เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 28 ก.พ. 2569 ตามเวลาไทย ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่าสหรัฐอเมริกาได้เริ่มปฏิบัติการรบหลัก (major combat operations) ในอิหร่านแล้ว โดยระบุว่า “เป้าหมายของเราคือการปกป้องประชาชนชาวอเมริกัน ด้วยการกำจัดภัยคุกคามที่ใกล้จะเกิดขึ้นจากระบอบอิหร่าน” ตามรายงานจาก Coin Bureau การประกาศครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งทางทหารระหว่างสองประเทศไปสู่ขั้นสูงสุด และเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จากคำเรียกร้องสู่ปฏิบัติการรบจริง
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Trump ได้เรียกร้องให้ประชาชนชาวอิหร่านลุกขึ้นยึดอำนาจรัฐบาลของตัวเอง ซึ่งถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่าสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าสู่ความขัดแย้งเต็มรูปแบบ อ่านข่าวเดิม ล่าสุดสถานการณ์ได้พัฒนาไปอีกขั้นเมื่อมีรายงานการโจมตีใกล้สำนักงานของผู้นำสูงสุดอิหร่าน Khamenei ในกรุงเตหะราน ก่อนที่ Trump จะประกาศปฏิบัติการรบหลักในที่สุด นับเป็นการเดินหน้าทางทหารที่รวดเร็วและรุนแรงที่สุดของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
สิ่งที่น่าสังเกตคือก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการพูดคุยเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์และยินยอมให้อิหร่านเสริมสมรรถนะยูเรเนียมต่อได้ แต่สถานการณ์พลิกผันอย่างสิ้นเชิงภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แสดงให้เห็นว่าการเจรจาล้มเหลวอย่างสมบูรณ์และนำไปสู่การตัดสินใจใช้กำลังทหารในที่สุด
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
การเริ่มปฏิบัติการรบเต็มรูปแบบครั้งนี้คือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับตลาดการเงินทั่วโลก ในภาวะสงครามจริง นักลงทุนสถาบันและรายย่อยมักพากันหนีออกจากสินทรัพย์เสี่ยง (risk-off) อย่างรวดเร็วและรุนแรง คริปโตซึ่งถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยงสูงในสายตานักลงทุนกระแสหลัก มีแนวโน้มสูงมากที่จะได้รับแรงเทขายออกมาอย่างหนัก
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ยังรายงานว่าในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเพิ่งเริ่มทวีความรุนแรง มีเงินไหลเข้าตลาดทองคำและเงินแล้วกว่า 6.5 แสนล้านดอลลาร์ภายใน 4 ชั่วโมง ซึ่งบ่งชี้ชัดว่าเงินกำลังหนีออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างรวดเร็ว เมื่อสถานการณ์ยกระดับสู่ปฏิบัติการรบจริง แรงขายในตลาดคริปโตอาจรุนแรงกว่าเดิมมาก นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นแรงจะสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อและทำให้ธนาคารกลางต้องชะลอการลดดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงอีกชั้นหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ย้อนกลับไปในปี 2563 เมื่อสหรัฐฯ สังหารนายพลอิหร่าน Qasem Soleimani ราคา Bitcoin กลับพุ่งขึ้นแตะ 30,000 ดอลลาร์ในบางตลาด เนื่องจากนักลงทุนในประเทศที่ได้รับผลกระทบหันมาซื้อ Bitcoin เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินท้องถิ่น แต่รอบนี้สถานการณ์รุนแรงกว่าเดิมมาก เพราะเป็นปฏิบัติการรบเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เพียงการโจมตีเป้าหมายเดี่ยว ดังนั้นผลกระทบเชิงลบต่อตลาดคริปโตในระยะสั้นน่าจะมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยบวกจากการที่คนท้องถิ่นหันซื้อ Bitcoin
สัญญาณที่ต้องจับตาในช่วงวิกฤต
ในภาวะสงครามที่ยังไม่แน่นอนเช่นนี้ มีปัจจัยสำคัญหลายอย่างที่นักลงทุนคริปโตต้องติดตาม ได้แก่ ปฏิกิริยาของอิหร่านและกลุ่มพันธมิตร เช่น รัสเซีย จีน และกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ว่าจะตอบโต้อย่างไร รวมถึงการประกาศกฎอัยการศึกหรือการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังต้องดูว่าการไหลออกของเงินในกองทุน Bitcoin ETF จะมากขนาดไหน เพราะนักลงทุนสถาบันอาจถอนเงินออกเพื่อลดความเสี่ยงในพอร์ต
ในขณะเดียวกัน ตลาดยังแบกรับแรงกดดันสะสมจากตัวเลขการปลดพนักงานจำนวนมากทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่เพิ่งสะสม Short Position ในหุ้นเทคโนโลยีมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ สถานการณ์สงครามที่ระเบิดขึ้นมาพร้อมกันนี้อาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงพร้อมกันในหลายตลาดพร้อมกัน
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเหตุการณ์นี้รุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาในรอบหลายทศวรรษ การที่สหรัฐฯ ประกาศ “ปฏิบัติการรบหลัก” ไม่ใช่แค่การโจมตีแบบจำกัดขอบเขตอีกต่อไป แต่คือสงครามเต็มรูปแบบ ในฐานะคนติดตามตลาดคริปโต ผมคิดว่าช่วงนี้ไม่ใช่เวลาของการ FOMO แต่เป็นเวลาที่ต้องติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดและประเมินความเสี่ยงของพอร์ตตัวเองให้ดี สิ่งที่ต้องจับตาคือปฏิกิริยาของอิหร่านในช่วง 24-48 ชั่วโมงข้างหน้า ถ้าการตอบโต้ขยายวงกว้างออกไป อาจเห็นแรงเทขายในตลาดคริปโตที่หนักมากกว่าที่หลายคนคาดไว้

