bitkub-banner

JPMorgan ชี้ Clarity Act อาจเป็นตัวจุดชนวนให้สถาบันการเงินแห่เข้าตลาดคริปโต

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • JPMorgan วิเคราะห์ว่า Clarity Act หรือกฎหมายความชัดเจนด้านคริปโตของสหรัฐฯ จะช่วยดึงสถาบันการเงินขนาดใหญ่เข้าสู่ตลาดคริปโตมากขึ้น
  • กฎหมายดังกล่าวคาดว่าจะเร่งการเติบโตของ tokenization หรือการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนในตลาดสหรัฐฯ
  • อย่างไรก็ตาม Clarity Act ยังเป็นเพียงกฎหมายที่อยู่ระหว่างพิจารณา ยังไม่ผ่านการอนุมัติ ผลกระทบต่อตลาดในระยะสั้นจึงยังจำกัด

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

การที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่าง JPMorgan ออกมาวิเคราะห์เชิงบวกต่อกฎหมายคริปโตใหม่นั้น ส่งสัญญาณที่ดีต่อความเชื่อมั่นของตลาดในระยะยาว หาก Clarity Act ผ่านสภาได้จริง คาดว่าจะเปิดประตูให้เงินทุนสถาบันไหลเข้าสู่ตลาด Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลอีกระลอกใหญ่ แต่ในระยะสั้นยังต้องรอดูว่ากระบวนการนิติบัญญัติจะเดินหน้าได้เร็วแค่ไหน

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 1 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ธนาคาร JPMorgan ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ชี้ว่า Clarity Act หรือกฎหมายที่มุ่งสร้างความชัดเจนด้านกฎระเบียบคริปโตในสหรัฐฯ อาจเป็น “ตัวจุดชนวนสำคัญ” ที่ดึงดูดสถาบันการเงินขนาดใหญ่ให้เข้ามาลงทุนและมีส่วนร่วมในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น ตามรายงานจาก CoinDesk JPMorgan ระบุว่ากฎหมายดังกล่าวจะช่วยลดความคลุมเครือด้านกฎหมายที่เป็นอุปสรรคสำคัญมาโดยตลอด และยังจะเร่งการเติบโตของตลาด tokenization หรือการแปลงสินทรัพย์ดั้งเดิมให้อยู่ในรูปแบบโทเคนบนบล็อกเชน ทั้งนี้ Bitcoin ในขณะนี้ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ $66,233 บวก 1.32% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

Clarity Act คืออะไร และทำไมถึงสำคัญสำหรับตลาดคริปโต

Clarity Act เป็นร่างกฎหมายที่รอคอยกันมานานในสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายหลักคือการกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลสองแห่งอย่างชัดเจน ได้แก่ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) และคณะกรรมการกำกับดูแลการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทใดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานใด ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความไม่ชัดเจนนี้เองที่ทำให้สถาบันการเงินจำนวนมากยังลังเลที่จะเข้าสู่ตลาดคริปโตอย่างเต็มตัว

บทวิเคราะห์ของ JPMorgan ชี้ว่า เมื่อมีกรอบกฎหมายที่ชัดเจน สถาบันการเงินจะสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ทั้งในรูปแบบกองทุน ETF บริการดูแลสินทรัพย์ (custody) และผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ต่างๆ นอกจากนี้ ตลาด tokenization ซึ่งหมายถึงการแปลงสินทรัพย์อย่างหุ้น พันธบัตร หรืออสังหาริมทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบโทเคนบนบล็อกเชน ก็จะได้รับแรงหนุนสำคัญเช่นกัน

กฎหมายยังไม่ผ่าน แต่สัญญาณจากวอลล์สตรีทเป็นบวก

แม้ JPMorgan จะมองบวกต่อ Clarity Act แต่สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือกฎหมายนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภา ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ดังนั้นผลกระทบต่อตลาดในทันทียังค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ตาม การที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่าง JPMorgan ออกมาวิเคราะห์ในเชิงบวกนั้นถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อความเชื่อมั่นโดยรวม เพราะแสดงให้เห็นว่าวอลล์สตรีทกำลังเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบที่อาจเกิดขึ้น

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ประธาน ก.ล.ต. Paul Atkins วิจารณ์แนวทางกำกับดูแลคริปโตในยุค Gensler ว่าเป็นโอกาสที่เสียไป และส่งสัญญาณว่าหน่วยงานกำลังเร่งปรับปรุงแนวทางกำกับดูแลใหม่ ซึ่งเมื่อรวมกับบทวิเคราะห์ล่าสุดของ JPMorgan ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าทิศทางนโยบายคริปโตในสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนแปลงไปในเชิงบวก นอกจากนี้ Siam Blockchain ยังรายงานว่า BlackRock สะสม Bitcoin อีก 9,615 BTC มูลค่ากว่า $635 ล้านในช่วงสามวัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจจากสถาบันการเงินที่ยังคงต่อเนื่อง

Tokenization โอกาสใหม่ที่ยังรอกฎหมายรองรับ

หนึ่งในประเด็นที่ JPMorgan เน้นย้ำคือศักยภาพของตลาด tokenization ในสหรัฐฯ ปัจจุบันมูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกแปลงเป็นโทเคนบนบล็อกเชนทั่วโลกยังมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับตลาดการเงินดั้งเดิม แต่หากกฎหมายที่ชัดเจนผ่านสภาได้ ตลาดนี้มีโอกาสเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะจะเปิดทางให้หุ้น พันธบัตร กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนบนบล็อกเชนได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งจะเพิ่มสภาพคล่องและลดต้นทุนการทำธุรกรรมได้มาก


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า บทวิเคราะห์ของ JPMorgan ครั้งนี้น่าสนใจมาก เพราะมันไม่ใช่แค่สถาบันเล็กๆ ออกมาพูด แต่เป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ที่ส่งสัญญาณบวกต่อกฎหมายคริปโต แสดงให้เห็นว่าวอลล์สตรีทกำลังเตรียมตัวรับมือกับโลกที่มีการกำกับดูแลคริปโตที่ชัดเจนขึ้น สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือกระบวนการพิจารณากฎหมายในสภาจะเดินหน้าได้เร็วแค่ไหน และจะมีการแก้ไขเนื้อหาสำคัญอะไรระหว่างทางหรือไม่ ถ้า Clarity Act ผ่านสภาได้จริงในปีนี้ ผลกระทบเชิงบวกต่อตลาดคริปโตน่าจะชัดเจนมากกว่านี้แน่นอน