สรุปข่าว
- ซาอุดีอาระเบียส่งออกน้ำมันดิบและคอนเดนเสตผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 38% ของน้ำมันทั้งหมดที่ไหลผ่านช่องแคบนี้ คิดเป็น 5.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2567
- ไม่เพียงแต่เอเชีย สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปก็รับน้ำมันผ่านช่องแคบนี้เช่นกัน ทำให้ความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานกระจายไปทั่วโลก
- ในช่วงที่ตลาดจับตาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ข้อมูลนี้ตอกย้ำว่าหากช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ผลกระทบต่อราคาน้ำมันและสินทรัพย์เสี่ยงจะรุนแรงมาก
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่าน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบียคิดเป็นเกือบ 40% ของน้ำมันทั้งหมดที่ไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ตอกย้ำความรุนแรงของความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานโลกในช่วงที่ความตึงเครียดในภูมิภาคยังคงสูง ราคาน้ำมันที่อาจพุ่งขึ้นหากเกิดการหยุดชะงักจะกดดันเงินเฟ้อและบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกคงอัตราดอกเบี้ยสูงต่อไป ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตโดยตรง
ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter เมื่อช่วงดึกของวันที่ 1 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ข้อมูลวิเคราะห์ใหม่เผยให้เห็นโครงสร้างการส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างละเอียด โดยในปี 2567 ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบและคอนเดนเสตรายใหญ่ที่สุดผ่านเส้นทางนี้ คิดเป็น 38% ของน้ำมันทั้งหมดที่ไหลผ่าน หรือราว 5.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่น่าสังเกตเป็นพิเศษคือ ไม่เพียงแต่ประเทศในเอเชียเท่านั้น แต่สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปก็ยังรับน้ำมันผ่านช่องทางนี้เช่นกัน ทำให้ความเสี่ยงหากเกิดการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซครอบคลุมเกือบทุกมุมโลก
ทำไม 38% ตัวเลขนี้ถึงสำคัญกับตลาดโลก
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของตลาดพลังงานโลก โดยในแต่ละวันมีน้ำมันดิบไหลผ่านราว 20% ของปริมาณน้ำมันที่ซื้อขายกันทั่วโลก การที่ซาอุดีอาระเบียส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบนี้เพียงรายเดียวถึง 5.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน สะท้อนให้เห็นว่าหากเกิดการหยุดชะงักแม้เพียงบางส่วน ตลาดพลังงานโลกจะรับแรงกระแทกอย่างหนัก
ข้อมูลนี้ยังช่วยเปลี่ยนมุมมองของตลาดต่อขอบเขตของผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพราะหลายคนเข้าใจว่าน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซไหลไปยังเอเชียเป็นหลัก โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ แต่ความจริงคือสหรัฐฯ และยุโรปก็พึ่งพาเส้นทางนี้เช่นกัน หมายความว่าฝ่ายตะวันตกมีแรงจูงใจสูงมากที่จะปกป้องเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบนี้
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
ตัวเลขวิเคราะห์ชุดนี้ออกมาในช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดนับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้ง หากราคาน้ำมันพุ่งสูงอย่างรวดเร็วจากการหยุดชะงักของการขนส่ง จะส่งแรงกดดันไปยังอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก และบีบให้ธนาคารกลางสำคัญอย่าง Fed ต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้สภาพคล่องในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงลดลง กดดันทั้งหุ้นและคริปโตในเวลาเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ตลาดดั้งเดิมตื่นตระหนก ก็มีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเกิดขึ้นควบคู่กัน โดย Siam Blockchain ได้รายงานไว้ก่อนหน้านี้ว่าราคาทองคำในรูป tokenized บนบล็อกเชนพุ่งทะลุ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากตลาดซื้อขายแบบดั้งเดิมปิดทำการ แสดงให้เห็นว่าคริปโตยังทำหน้าที่เป็นช่องทางหลบภัยสำหรับนักลงทุนบางส่วนที่ต้องการสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซเริ่มหลีกเลี่ยงเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมกับที่กองทัพสหรัฐฯ เตือนให้เรือพาณิชย์ทุกลำรักษาระยะห่างอย่างน้อย 30 ไมล์ทะเลจากกำลังพลทหาร อ่านข่าวเดิม ซึ่งข้อมูลล่าสุดที่ The Kobeissi Letter เปิดเผยนี้ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าปริมาณน้ำมันที่อาจได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักมีมากเพียงใดในเชิงตัวเลข
ซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมปฏิบัติการสหรัฐฯ ซับซ้อนภาพรวมยิ่งขึ้น
ความน่าสนใจอีกชั้นหนึ่งของสถานการณ์นี้คือ ซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้ประกาศเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่อต้านอิหร่านแล้ว ตามที่ Siam Blockchain รายงานไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งหมายความว่าตลาดต้องประเมินสถานการณ์ในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งในฐานะผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ และในฐานะพันธมิตรทางทหารที่อาจตกเป็นเป้าหมายการโต้ตอบของอิหร่าน
นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าตราบใดที่ความไม่แน่นอนในภูมิภาคยังสูง ตลาดพลังงานโลกจะยังคงผันผวนต่อเนื่อง และนักลงทุนในทุกตลาดรวมถึงคริปโตควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขกิจกรรมการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและราคาน้ำมันล่วงหน้าในตลาดฟิวเจอร์
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข้อมูลชุดนี้สำคัญมากในแง่ที่ช่วยให้ตลาดเข้าใจขนาดที่แท้จริงของความเสี่ยง ไม่ใช่แค่ว่าช่องแคบฮอร์มุซสำคัญ แต่สำคัญมากขนาดไหนและกระทบใครบ้าง การที่สหรัฐฯ และยุโรปก็รับน้ำมันผ่านเส้นทางนี้ด้วยทำให้โอกาสที่ฝ่ายตะวันตกจะยอมให้ช่องแคบถูกปิดกั้นนานๆ ต่ำมาก แต่ในระยะสั้นนี้ตลาดยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สิ่งที่ผมจะติดตามต่อคือราคาน้ำมัน Brent ในตลาดฟิวเจอร์และปฏิกิริยาของ Fed ต่อแรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจตามมา เพราะสองตัวนี้จะเป็นตัวบอกว่าตลาดคริปโตจะรับแรงกดดันหนักแค่ไหนในสัปดาห์หน้า
