สรุปข่าว
- ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศพร้อมเดินหน้า “เร็ว” ในการปรับอัตราดอกเบี้ย หลังราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปพุ่งขึ้นกว่า 50% เพียงไม่กี่นาที
- วิกฤตพลังงานในยุโรปที่เชื่อมโยงกับการหยุดผลิต LNG ของกาตาร์ทำให้ตลาดเกิดความผันผวน สร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อรอบใหม่
- สัญญาณนโยบายการเงินแบบเข้มงวดจาก ECB ในช่วงวิกฤตพลังงานเป็นสัญญาณเตือนสำหรับตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงคริปโต
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การที่ ECB ส่งสัญญาณพร้อมปรับอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในช่วงวิกฤตพลังงานบ่งชี้ถึงสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยง เมื่อนักลงทุนรับรู้ว่าต้นทุนการกู้ยืมอาจสูงขึ้นเร็วกว่าคาด แรงเทขายในตลาดคริปโตมักตามมา นอกจากนี้ราคาพลังงานที่พุ่งสูงยังกดดันรายได้ที่แท้จริงและสภาพคล่องของนักลงทุนรายย่อยด้วย
เมื่อคืนวันที่ 2 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ตลาดการเงินยุโรปเข้าสู่โหมดวิกฤตอีกครั้ง หลังจากราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปพุ่งขึ้นกว่า 50% ในเวลาอันสั้น ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป (ECB) ออกมาระบุว่าพร้อมจะ “เดินหน้าอย่างรวดเร็ว” ในการปรับนโยบายอัตราดอกเบี้ย โดยข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากรายงานของ Wall Street Journal สัญญาณจาก ECB นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่ราคาพลังงานพุ่งพรวด สะท้อนให้เห็นว่าธนาคารกลางยุโรปกำลังอยู่ในโหมดรับมือวิกฤตอย่างเต็มรูปแบบ
วิกฤตพลังงานยุโรปลุกลาม ราคาก๊าซพุ่ง 50% กดดัน ECB
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปพุ่งขึ้น 50% หลังการหยุดผลิต LNG ของกาตาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่จุดชนวนให้เกิดแรงกดดันด้านพลังงานในวันนี้ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน LNG จากตะวันออกกลางในช่วงที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ยุโรปต้องรับมือกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากพลังงานอีกรอบ
ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นในระดับนี้ไม่ได้เพียงแค่ดันต้นทุนค่าไฟและค่าความร้อน แต่ยังส่งผลต่อต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมทั่วยุโรปอีกด้วย หาก ECB ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาดไว้ ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจยุโรปที่กำลังอ่อนแออยู่แล้วอาจชะลอตัวลงอีกขั้น ซึ่งจะส่งแรงกระเพื่อมไปยังตลาดการเงินทั่วโลก
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
สำหรับตลาดคริปโต สัญญาณจาก ECB ในครั้งนี้ถือเป็นข่าวร้ายที่มาซ้ำเติมในช่วงเวลาที่ตลาดกำลังเปราะบาง ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Bitcoin เพิ่งปิดแท่งเทียนแดงเดือนที่ 5 ติดต่อกันในเดือนกุมภาพันธ์ สะท้อนความอ่อนแอของตลาดในระยะสั้น และเมื่อธนาคารกลางยักษ์ใหญ่อย่าง ECB ส่งสัญญาณความเข้มงวดด้านนโยบายการเงิน นักลงทุนมักปรับพอร์ตออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อป้องกันความเสี่ยง
ในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ต้นทุนการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนคงที่อย่าง Bitcoin และคริปโตสกุลอื่น ๆ จะสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้แรงดึงดูดของสินทรัพย์เหล่านี้ลดลงเมื่อเทียบกับพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูง อย่างไรก็ตาม มีมุมมองในเชิงตรงกันข้ามเช่นกัน เนื่องจากวิกฤตพลังงานและความไม่มั่นคงของยูโรอาจทำให้นักลงทุนบางส่วนมองหาสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัว ซึ่งคล้ายกับที่ Siam Blockchain เคยรายงานว่า ธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มถือทองคำมากกว่าพันธบัตรสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในมุมมองต่อสินทรัพย์สำรอง
นอกจากนี้ในบริบทความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น Siam Blockchain ยังรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบพุ่ง 12% สู่ระดับ $75 ต่อบาร์เรล และ อิสราเอลโจมตีกรุงเตหะราน ทำให้ภาพรวมของตลาดยิ่งเต็มไปด้วยปัจจัยความเสี่ยงที่ซ้อนทับกัน
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสัญญาณจาก ECB ในครั้งนี้น่าเป็นห่วงมากกว่าที่หลายคนคาด เพราะเป็นการยืนยันว่าวิกฤตพลังงานในยุโรปรอบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของราคาก๊าซที่ขึ้นชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นแรงกดดันด้านนโยบายการเงินที่ส่งผลต่อตลาดทั่วโลก สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อจากนี้คือ ECB จะมีการประชุมฉุกเฉินหรือออกแถลงการณ์เพิ่มเติมหรือไม่ และตัวเลขเงินเฟ้อของยุโรปในระยะถัดไปจะตอบสนองต่อราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นอย่างไร ถ้า ECB เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไปในขณะที่เศรษฐกิจยุโรปยังเปราะบาง อาจเกิด recession ที่ดึงสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทลงพร้อมกัน ในช่วงนี้การถือเงินสดหรือสินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำไว้บางส่วนน่าจะช่วยลดความเสี่ยงได้

