bitkub-banner

Fed ไฟเขียว! หลักทรัพย์โทเคนใช้กฎเดียวกับหลักทรัพย์ปกติได้เลย เปิดทาง tokenization เต็มสูบ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และหน่วยงานกำกับดูแลธนาคารอื่น ๆ ออกแนวปฏิบัติชัดเจนว่าธนาคารที่ถือครองหลักทรัพย์ในรูปแบบโทเคนต้องใช้ข้อกำหนดเงินทุนสำรองเดียวกันกับหลักทรัพย์มาตรฐาน
  • แนวปฏิบัตินี้ช่วยลดความคลุมเครือสำหรับสถาบันการเงินที่ต้องการเข้าสู่ตลาด tokenization และเปิดทางให้นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้กับหลักทรัพย์ได้กว้างขวางขึ้น
  • ต้องจับตาว่าธนาคารรายใหญ่จะเริ่มเปิดตัวผลิตภัณฑ์หลักทรัพย์โทเคนจริงจังหรือไม่ หลังจากที่ความไม่แน่นอนด้านกฎหมายลดลง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

ความชัดเจนด้านกฎระเบียบเป็นปัจจัยบวกต่อการนำ tokenization มาใช้ในวงกว้างในระยะยาว เนื่องจากสถาบันการเงินมีแนวทางที่ชัดเจนในการเข้าสู่ตลาดโดยไม่มีความเสี่ยงด้านกฎหมายค้างอยู่ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์คริปโตในระยะสั้นยังมีจำกัด เนื่องจากเป็นเรื่องของแนวปฏิบัติทางเทคนิคมากกว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) พร้อมด้วยหน่วยงานกำกับดูแลธนาคารอื่น ๆ ได้ออกแนวปฏิบัติชัดเจนเมื่อวันที่ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่าธนาคารที่ถือครองหลักทรัพย์ในรูปแบบโทเคน (tokenized securities) จะต้องใช้ข้อกำหนดด้านเงินทุนสำรองเดียวกันทุกประการกับหลักทรัพย์มาตรฐานทั่วไป ตามรายงานจาก CoinDesk การประกาศครั้งนี้ถือเป็นการตอบคำถามที่สถาบันการเงินหลายแห่งรอคอยมานาน ว่าการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้แปลงหลักทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลจะส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนและข้อกำหนดทางกฎหมายอย่างไร และบทสรุปคือ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบโทเคนหรือไม่ กฎเกณฑ์ก็เหมือนกันทุกอย่าง

ความชัดเจนที่สถาบันการเงินรอคอยมานาน

ก่อนหน้านี้ หนึ่งในอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้ธนาคารลังเลที่จะเดินหน้า tokenization คือความไม่แน่ใจว่าหน่วยงานกำกับดูแลจะมองหลักทรัพย์โทเคนต่างจากหลักทรัพย์ทั่วไปหรือไม่ ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อกำหนดเงินทุนสำรองที่สูงกว่า ส่งผลให้ต้นทุนในการถือครองสินทรัพย์ดังกล่าวสูงขึ้นและลดแรงจูงใจในการนำเทคโนโลยีมาใช้ บัดนี้เมื่อ Fed และหน่วยงานอื่น ๆ ยืนยันชัดเจนว่าการปฏิบัติต่อเงินทุนจะเท่าเทียมกัน สถาบันการเงินก็มีกรอบที่ชัดเจนในการวางแผนลงทุนด้าน tokenization ได้แล้ว

แนวปฏิบัตินี้สอดคล้องกับทิศทางที่ภาคการเงินสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าอย่างจริงจัง ทั้งในส่วนของการออกกฎหมาย stablecoin และการที่ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) พยายามสร้างกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลให้ครอบคลุมมากขึ้น นับเป็นสัญญาณที่ดีว่าหน่วยงานต่าง ๆ กำลังเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างออกกฎ

ผลกระทบต่อตลาด tokenization และคริปโต

ตลาด tokenization ของสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริง (Real World Assets หรือ RWA) ถือว่าได้รับผลบวกโดยตรงจากประกาศนี้ เนื่องจากธนาคารขนาดใหญ่ที่เคยรอดูท่าทีด้านกฎหมายอยู่นั้น บัดนี้มีความมั่นใจมากขึ้นที่จะเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์หลักทรัพย์ในรูปแบบโทเคน ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตร, หุ้น หรือตราสารหนี้ประเภทต่าง ๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกบังคับให้กันสำรองทุนเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคา Bitcoin หรือ altcoin ในตลาดคริปโตระยะสั้นยังมีจำกัด เนื่องจากการประกาศดังกล่าวเป็นเรื่องของแนวปฏิบัติสำหรับสถาบันการเงินโดยเฉพาะ ไม่ใช่การเปิดประตูให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงสินทรัพย์ใหม่โดยตรง ผลดีที่แท้จริงจะเห็นชัดขึ้นในระยะกลางถึงยาว เมื่อสถาบันเริ่มนำผลิตภัณฑ์โทเคนออกสู่ตลาดจริง

คริปโตเข้าใกล้กระแสหลักมากขึ้นทุกวัน

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Kraken กลายเป็นบริษัทคริปโตรายแรกที่เข้าถึง Fed โดยตรง หลังจากรอมานานกว่า 5 ปี และ ประธาน SEC Paul Atkins ก็ออกมาสนับสนุนกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล การที่ Fed ออกมายืนยันแนวปฏิบัติสำหรับ tokenized securities ในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวที่แสดงให้เห็นว่าหน่วยงานกำกับดูแลสหรัฐฯ กำลังสร้างกรอบกฎหมายที่รองรับโลก Web3 อย่างจริงจัง มากกว่าที่เคยเป็นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้เป็นอีกหนึ่งอิฐที่ถูกวางลงในรากฐานของ tokenization เชิงสถาบัน มันไม่ใช่ข่าวที่จะทำให้ Bitcoin พุ่งขึ้นวันนี้ แต่ถ้ามองภาพระยะยาว การที่ Fed ออกมาบอกว่า “หลักทรัพย์โทเคนก็เหมือนหลักทรัพย์ปกติ” หมายความว่าธนาคารใหญ่ไม่มีข้อแก้ตัวอีกแล้วที่จะชะลอการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในพื้นที่นี้ สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือธนาคารรายใหญ่อย่าง JPMorgan, Goldman Sachs หรือ BNY Mellon จะเริ่มประกาศผลิตภัณฑ์ tokenized securities ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นหรือไม่ในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้